อียิปต์...ปิรามิด และ สฟิงซ์ แห่งกีซ่า

 

 
ปิรามิดและสฟิงซ์ แห่งกีซ่า (Pyramid & Sphinx of Giza)

สิ่งมหัศจรรย์ของโลกในยุคโบราณ หนึ่งเดียวที่ยังหลงเหลือให้เห็นในปัจจุบัน เป็นสัญลักษณ์ของอียิปต์ "นึกถึงอียิปต์นึกถึงปิรามิด" น่าจะเป็นคำนิยามยอดนิยม(เหมือนภาษาโฆษณา แสนเชยเลยล่ะ) ปิรามิดแห่งกีซ่า เป็นหมู่ปิรามิด ตั้งอยู่บนที่ราบสูงกีซ่า อยู่ชานกรุงไคโรคนละฝั่งแม่น้ำไนล์  ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้    นั่งรถแป๊บเดียวก็ถึงแล้ว
   
 

ปิรามิดแห่งกีซ่า เป็นหมู่ปิรามิดของ 3 Generation 3 ฟาโรห์ มีปิรามิดที่สำดัญ 3 ปิรามิด และที่สำคัญหนึ่งในนั้นเป็น The Great Pyramid สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ (โบราณขนาดอายุประมาณ 2,600 ปี ก่อนคริสตกาล หรือ กว่า 4,600 ปี ) หนึ่งเดียวที่ยังเหลือให้ชม

 

**หมู่ปิรามิดแห่งกีซ่า ประกอบด้วย**

ปิรามิดคูฟู (Khufu) หรือคีออปส์ (Cheops) เป็น The Great Pyramid of Giza มีขนาดใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุด สร้างโดย ฟาโรห์คูฟู แห่งราชวงศ์ที่ 4 ของอาณาจักรอียิปต์โบราณ

ปิรามิดคาเฟร (Khafre) หรือคีเฟรน (Chephren) สร้างโดย ฟาโรห์คาเฟร โอรสของ ฟาโรห์คูฟู

ปิรามิดเมนคูเร (Menkaure) หรือไมซีรีนัส(Micerrinus) สร้างโดย ฟาโรห์คูเร โอรสของฟาโรห์คาเฟร หลานปู่ของ ฟาโรห์คูฟู

   
  
บัตรเข้าชม ปิรามิดและสฟิงซ์ แห่งกีซ่า (Pyramid & Sphinx of Giza) 50 อียิปต์ปอนด์ ก็ประมาณ 300 บาทไทย เป็นราคาที่รับได้ไม่ถูกไม่แพง
   
 

ปิรามิด คูฟู (Khufu) The Great Pyramid
ซื้อตั๋วแล้วเดินแถวเรียงๆ ตามกันไปบนทางชันเลาะรั้วผ่านประตูเข้ามา...นี่คือภาพแรก ที่มหาปิรามิดปรากฎให้เห็น สร้างความตื่นตลึงไม่ใช่เห็น แวปๆ ไหวๆ ผ่านกระจกรถบัส เป็นภาพที่มองสู่มุมสูง...ยังไม่เห็นฐานปิรามิด ยังไม่เห็นเต็มตาเต็มองค์ แค่นี้ก็ทึ่งแล้ว
 

ปิรามิด คูฟู (Khufu) ..... มองเห็นได้เต็มตาแล้ว
ความสูงปัจจุบันของปิรามิดคูฟูประมาณ 137 เมตร จากความสูงเดิม 147 เมตร (สูงประมาณตึกใบหยก1 ที่บ้านเรา) หายไป 10 เมตรเพราะผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านลม ผ่านพายุทรายที่กัดกร่อนมายาวนาน ฐานแต่ละด้านยาวประมาณ 230 เมตร (ยาวกว่าสนามฟุตบอล 2 สนามต่อกัน) แต่ละด้านทำมุมประมาณ 52 องศาเอียงมาบรรจบกันเป็นยอดแหลม หินแต่ละก้อนที่ใช้ในการสร้างปิรามิดมีน้ำหนักเฉลี่ยก้อนละ 2.5 ตัน(น้ำหนักประมาณรถเก๋งคันโตๆ 2 คัน) เรียงซ้อนกันขึ้นไปถึงยอดราว 200 ชั้น คิดเป็นน้ำหนักหินรวมกันหนักกว่า 6,000,000 ตัน (อ่านว่า 6ล้านตัน) ใช้หินกี่ก้อนก็ลองคำนวนกันดู ... แค่เล่าก็เหนื่อยแทนแล้ว แหล่งของหินที่ใช้ก็สกัดมาจากภูเขาที่อยู่อีกฝากฝั่งของแม่นำไนล์ แน่นอนว่า 5000 ปีที่แล้วมันไม่มีเครื่องจักรเครื่องกลช่วยผ่อนแรง ดังนั้นการก่อสร้างทั้งหมดล้วนใช้สมองและสองมือ

อันกระบวนการสร้างล้วนเป็นปริศนาคาใจ ให้คนรุ่นเราได้ขบคิด หลากหลายทฤษฏี จากหลากหลายนักวิชาการนักคิด ต่างก็พยายามทดลองหาคำตอบจากแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ คิดกันมาจนวันนี้ก็ยังไม่มีทฤษฎีไหนที่กล้าฟันธงได้ว่า...ใช่เลย (ที่ไม่อยากคิด ก็ยกให้มนุษย์ต่างดาว หรือเทพเจ้าเป็นผู้สร้างมันซะเลย ไม่ปวดหัวดี) ทุกวันนี้ปริศนานี้ก็ยังคงเป็นปริศนาต่อไป ดีเหมือนกันที่มีอะไรหลงเหลือให้เป็นความลับซะบ้างตื่นเต้นดี
 
 

มุมมองจากปิรามิดของปู่(คูฟู-Khufu) สู่ปิรามิดของพ่อ(คราเฟร-Khafre)
 

ปิรามิด คราเฟร (Khafre) Generation ที่ 2
 

ขยับลึกเข้ามาตามถนนที่ตัดทอดยาว มุมมองจากปิรามิดของพ่อ(คราเฟร-Khafre) สู่ปิรามิดของลูก (เมนคูเร-Menkaure)
 

 

 
 
 
บท ความรายงาน จากหนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ประจำวันที่ 5 กันยายน 2551 เขียนถึงการจัดระเบียบพ่อค้าเร่และ บรรดาเจ้าของอูฐ ที่หากินเอาล่อเอาเถิดกับนักท่องเที่ยว

ปิดตำนานวลีเด็ด “ขึ้นอูฐฟรี...แต่ลงเสียตังค์” ที่คู่กับการท่องเที่ยวปิรามิดอียิปต์ มาช้านาน นับเป็นข่าวน่ายินดีชิ้นหนึ่ง ที่จะทำให้การเที่ยวอียิปต์ น่ารื่นรมย์ได้อีกนิด

 
 บทความรายงานว่า .................(คม ชัด ลึก ประจำวันที่ 5 กันยายน 2551)
 
แม้ว่ามหาพีรามิดแห่งเมืองกีซา ประเทศอียิปต์ จะยิ่งใหญ่อลังการสมศักดิ์ศรี 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ ทว่า การไปเยือนโบราณสถานแห่งนี้ได้กลายเป็นฝันร้ายของนักท่องเที่ยวมานานนมแล้วเนืองจากพวกเขาต้องเผชิญกับการกลุ้มรุมจากเหล่าพ่อค้าเร่ที่มาเซ้าซี้ให้ขี่อูฐ หรือซื้อของที่ระลึกชนิดกัดไม่ปล่อย หากไม่ยอมซื้อของติดไม่ ติดมือไปสักชิ้น

แต่ปัจจุบันพ่อค้าจอมตื้อเหล่านั้นหายไปแล้ว เพราะทางการอียิปต์ได้เปิดตัวอภิมหาโครงการ ปรับโฉมมหาพีระมิดแห่งนี้ให้มีความทันสมัย และเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ด้วยการติดตั้งกล้องรักษาความปลอดภัย และรั้วยาว 12 ไมล์ พร้อมเครื่องตรวจจับความร้อนรอบพีนะมิดแห่งนี้ ซาฮี ฮาวาสส์ อธิบดีกรมศิลปากรอียิปต์ กล่าวว่า สิ่งที่ทำลงไปเป็นการปกป้องนักท่องเที่ยว และโบราณสถานอายุเกือบ 5,000 ปีแห่งนี้ เพราะพีระมิด 3 แห่งที่เมืองกีซานั้น เปิดให้ทุกคนเข้ามาอย่างเสรีเมื่อเปรียบเทียบกับโบราณสถานชื่อดังระดับโลกอย่าง อะโครโปลิสในประเทศกรีส กำแพงตะวันตกในนครเยรูซาเล็ม และโคลอสเซียมในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งต่างมีการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และมีการควบคุมนักท่องเที่ยว

มหาพีระมิดกีซาตั้งอยู่กลางทะเลทรายที่เคยอยู่ห่างไกลผู้คนมาก่อน แต่การขยับขยายของตัวเมืองที่ช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาทำให้สลัมผุดขึ้นชายขอบโบราณสถานอันยิ่งใหญ่นี้ โดยมีกำแพงหินเตี้ยๆ คั่นเอาไว้เท่านั้น ส่วนด้านที่เหลือนั้นเปิดกว้างออกสู่ทะเลทราย บรรดาพ่อค้าเร่ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากสลัมที่อยู่ใกล้เคียงเลยยกโขยงกันมาดูดเงินดอลลาร์จากกระเป่านักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมพีระมิดกีซาโดยปราศจากการควบคุมทำให้มีชื่อเสียงดังกระฉ่อน เพราะนักท่องเที่ยวจะถูกตื้อจากพ่อค่าแม่ค้าที่พากันมาขายรูปปั้นฟาโรห์กับแมลงสคารับ เสื้อยืด เครื่องประดับ ไม่ก็ถูกคนขี่หลังอูฐมาเซ้าซี้ให้ซื้อรูป หรือชวนขี่อูฐเล่นโดยไม่สนใจกับคำปฎิเสธเลยแม่แต่น้อย ขณะที่บางกลุ่มถึงขั้นไปบังคับให้รถแท็กซี่บรรทุกนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปชมพีระมิดเปลี่ยนทิศไปยังคอกม้าของตัวเอง เพื่อขี่ม้ารอบๆ พีระมิดแทน

ด้านนักท่องเที่ยวเองก็มีอิสรเสรีกันอย่างเต็มที่โดยก่อนหน้านี้การปีนพีระมิดคูฟู ซึ่งเป็นพีระมิดที่ใหญ่ที่สุดในจำนวนพีระมิด 3 แห่งที่กีซา เคยกลายเป็นกิจกรรมยอดนิยมของนักท่องเที่ยวจนกระทั่งมีนักท่องเที่ยวขี้เมารายหนึ่งตกลงมาตายในยุค 70 เลยทำให้ทางการอียิปต์สั่งห้ามปียพีนะมิดแห่งนี้แต่นักท่องเที่ยวก็ยังสามารถเดินเตร็ดเตร่รอบๆ พีระมิดได้อย่างเสรีอยู่ดี

ทว่า เทคโนโลยีใหม่ที่นำมาใช้จะทำให้พฤติกรรมเสี่ยงๆ ของนักท่องเทียวและพ่อค้าเร่หมดไป รั้วเหล็กยาวเหยียดที่ล้อมรอบพีระมิดจะมีเครื่องตรวจจับความร้อนและความเคลื่อนไหวติดอยู่ เมื่อนักท่องเที่ยวเข้ามายังประตูอิฐที่มีเครื่องตรวจจับโลหะ และเครื่องเอกซเรย์ติดอยู่แล้ว การเคลื่อนไหวทุกก้าวของพวกเขาจะถูกจับตาดูอย่างใกล้ชิดจากกล้องวงจรปิด 199 ตัว ที่ครอบคลุมทุกจุดของพีระมิด

พีระมิดดูสะอาดและงดงาม พวกเขาทำได้ดีมาก” ไมเคิล ชมิดท์ นายหน้าอสังหาริมทรัพย์วัย 43 ปี จากนิวยอร์ก ซึ่งมาเยี่ยมชมพีระมิดกีซาในวันเปิดตัวโครงการปรับโฉมพีระมิดแห่งนี้ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ชมเปาะ ด้านชาบัน อบเดล-กาวาด ผู้อำนวยการกองไอยคุปต์ กรมศิลปากรอียิปต์ กล่าวว่า ปัจจุบันมหาพิระมิดแห่งนี้จะมีทางเข้าเพียงทางเดียว แถมยังมีการปรับปรุงให้สะดวกสบายสำหรับนักท่องเทียวมากขึ้นพร้อมชี้ให้ดูห้องน้ำใหม่บริเวณทางเข้าที่สร้างขึ้นด้วยมาตรฐานที่ดีขึ้นกว่าเดิมมาก เป็นที่น่าสังเกตว่า ในขณะที่ฮาวาสส์ และเจ้าหน้าที่กรมศิลป์คนอื่นๆ พากันชี้ชวนให้นักข่าวดูการปรับโฉมใหม่นั้น ไม่มีพ่อค้าเร่มาปรากฏให้เห็นเลย ซึ่งดาดว่าคงจะได้รับคำสั่งให้ออกห่างจากโบราณสถานแห่งนี้ มีเพียงคนขี่อูฐในชุดอาหรับอยู่เพียง 3 คนเท่านั้น แล้วแทนที่จะออกไล่ล่านักท่องเที่ยวเหมือนเคย พวกเขากลับรออย่างอดทนให้นักท่องเที่ยวมาขอถ่ายรูปด้วยแทน และเมื่อนักข่าวคนหนึ่งเดินเข้าไปหา พ่อค้าคนหนึ่งตะโกนออกมาว่า “ออกไป ตำรวจห้ามพวกเราคุยกับคุณ”

อย่างไรก็ตาม มีพ่อค้าอีกคนหนึ่งแอบเล่าว่า ทำมาหากินที่นี่ 25 ปี แต่ตอนนี้กลับไม่รู้ว่าพรุ่งนี้จะได้อยู่ต่อรึเปล่า และไม่รู้เลยว่าอะไรจะเกิดกับตัวเอง ซึ่งมีลูกถึง 5 คน และมีภรรยาอีก 1 คน ขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าพ่อค้าเร่เหล่านี้จะถูกกวาดล้างเฉพาะวันเปิดตัวโครงการ หรือจะถูกห้ามขายของเป็นการถาวรไปเลย แต่คามัล วาฮิด ผู้อำนวยการพีระมิดกีซา กล่าวว่า แผนกำจัดพ่อค้าเร่นี้จะไม่เกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด หรือไร้ความปรานี แต่จะใช้เวลา 2 ปี นับจากนี้ โดยจะมีการจัดพื้นที่ใกล้เคียงเอาไว้ให้เป็นที่ขี่ม้า และขี่อูฐ สำหรับนักท่องเที่ยวแทน โดยมีพีระมิดเป็นฉากหลังให้ถ่ายรูป

การปรับโฉมครั้งนี้ยังหมายถึงการเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยด้วย ในปี 2540 ซึ่งเป็นช่วงที่กลุ่มมุสลิมติดอาวุธออกอาละวาดนั้น มีมือปืนโจมตีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่วิหารกลางทะเลทรายแห่งในเมืองลุกซอร์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึงกว่า 60 คน ถึงแม้ว่าการโจมตีจากกลุ่มติดอาวุธเหล่านี้จะยุติลงไปแล้วตั้งแต่ช่วงปลายยุค 90 ทว่า เหตุระเบิดหลายครั้งที่เกิดขึ้นที่รีสอร์ทบนแหลมไซไน ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา ยังทำให้ทางการอียิปต์วิตกอยู่ ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ เล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ 26 ล้านดอลล่าร์ (เกือบ 80 ล้านบาท) ที่เริ่มขึ้นมาเมื่อ 7 ปีที่แล้ว เพื่อปรับปรุงมหาพีระมิดให้ดีขึ้น โดยแผนการต่อไปคือการติดตั้งระบบแสงสีเสียงใหม่ รวมถึงเปิดร้านอาหาร ศูนย์นักท่องเที่ยว และร้านขายหนังสือที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับมหาพีระมิดมากขึ้น เพราะที่พีระมิดแห่งนี้มีไกด์อยู่ค่อนข้างน้อย และเมื่อโครงการเสร็จสมบูรณ์ก็จะมีรถกอล์ฟขับพานักท่องเที่ยวไปรอบๆ ด้วย คล้ายคลึงกับที่ใช้อยู่ ณ หุบผากษัตริย์ที่เมืองลุกซอร์ และแหล่งโบราณสถานอื่นๆ ในอียิปต์

ถึงแม้จะยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าในอนาคตนักท่องเที่ยวจะสามารถเที่ยวชมพีระมิดกีซาได้อย่างอิสระแค่ไหน แต่รามิช บิสซูน ครูวัย 59 ปี จากตรินิแดด ที่มาเที่ยวพีระมิดกีซาในวันเปิดตัวโครงการโฉมใหม่ กล่าวว่า รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ถูกควบคุมขณะสำรวจมหาพีระมิดกับภรรยาชื่อมอลลี่ “ผมไม่รู้หรอกว่าเมื่อก่อนเป็นยังไง แต่วันนี้ผมรู้สึกสะดวกสบายแล้วก็ปลอดภัยมาก มีตำรวจอยู่เต็มไปหมด” บิสซูนกล่าว ด้านฮาวาสส์ยืนยันว่า เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่นำมาใช้จะไม่ทำให้ประสบการณ์การมาเที่ยวพีระมิดกีซานั้นลดน้อยลง “เราได้นำเอามนต์ขลังคืนกลับมาสู่พีระมิด” ฮาวาสส์กล่าว

 

 

 
สฟิงซ์ ....... แห่งกีซ่า
กว่าจะเห็นเกือบหล่องามประมาณนี้ ผู้เฝ้าระวังตนนี้ก็ผ่านร้อนผ่านหนาว  ถูกกระทำให้เสียโฉมจากทั้งมือมนุษย์อันเคยเป็นผู้สร้าง  และยังถูกกระทำจากธรรมชาติมาตลอด พายุทรายที่ถาโถมพัดกระหน่ำใส่ชั่วนาตาปี กัดกร่อนและฝังลำตัวเหลือให้เห็นแต่หัวที่ทรนง    แล้วก็มีการขุดแต่งให้ปรากฎรูปโฉมอวดองค์  หลายครั้งมาตั้งแต่ดำบรรพ์เช่นกัน
สภาพสฟิงซ์ ราวต้นศตวรรษที่19 แสดงให้เห็นแต่หัวโผล่พ้นทราย และย้อนไปไกลกว่านั้นในสมัยของฟาโรห์ธุตโมซิสที่4 (Thutmosis IV) แห่งราชวงศ์ที่18 ราว 1,000 ปี หลังสมัยฟาโรห์คาเฟร เจ้าของปิรามิด ที่สฟิงซ์ตนนี้หมอบเฝ้าอยู่ ได้ขุดแต่งตัวปิรามิดที่ถูกทรายฝังเหลือแต่หัวมาครั้งหนึ่ง มีเรื่องเล่าเป็นเรื่องเป็นราว และมีจารึกยืนยันตั้งอยู่ที่เท้าของสฟิงซ์  ว่าพระองค์ทำตามคำกระซิปบอกของเทพเจ้าตั้งแต่เป็นเจ้าชายยังมิได้ครองบัลลังค์  ว่าถ้าขุดแต่งสฟิงซ์ให้กลับมางามงดแล้วจะได้เป็นฟาโรห์ผู้ยิ่งใหญ่ แล้วพระองค์ก็ได้เป็นเช่นนั้นจริงๆ

จากนั้นกาลเวลาก็เนิ่นนานผ่านมา  ปิรามิดในต้นศตวรรษที่19 ก็เป็นอย่างที่เห็นในรูป  แล้วก็มีการขุดแต่งกันอีก  ไม่รู้คราวนี้คนขุดจะได้อะไร แต่ท่าทางจะรวยไปตามๆกัน
  
แต่จากนี้ไปสภาพของปิรามิดที่จะถูกทรายฝังกลบเช่นนี้อีกคงไม่เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะทะเลทรายอันเวิ้งว้างกว้างไพศาล  ที่เคยเป็นอาณาจักรของปิรามิดมานานช้า ได้ถูกเมืองคืบคลานเข้ามาเป็นเพื่อนบ้าน ภาพที่ทอดสายตาไปเห็นแต่ทะเลทรายไกลสุดตา จึงเป็นเพียงภาพในอดีตที่ถูกทดแทนด้วยภาพตึกและเมือง....อนิจจังไม่เที่ยงนั้นเป็นเรื่องจริง สาธุ