ReadyPlanet.com
bulletHome
dot
About us
dot
bulletContact us
bulletAbout us
bulletGuest Room
dot
Newsletter

dot
dot
Package start from 1or2 pax
dot
bulletAngkor wat
bulletหลวงพระบาง
bulletMyanmar
bulletฮานอย-ฮาลอง
bulletJumpasak - Wat Pu
bulletฮ่องกง
dot
The gallery
dot
bulletApsara & Bayon
bulletAngkor Wat shadow
bulletBeng Mealea...in green
bulletBanteay Chamar
bulletMrauk - U [1]
dot
Photo tell
dot
bulletภูฏาน - ลมหายใจแห่งศรัทธา
bulletล่องแม่น้ำโขง
bulletทุ่งไหหิน
bulletจาก ปากเซ ถึง...กระแจะห์
bulletอินเล...เมืองน้ำในนิทาน
bulletinle ... The utopia
bulletดาลัท เมืองดอกไม้-เวียดนาม
bulletWat Pu ...in green
bulletMae Hong Sorn
bulletWat Pu - Jumpasak
bulletNan - Luangphabang
bulletAngkor Wat
bulletHochimin - Dalat
bulletI-San
bulletเที่ยวเนปาล
bulletเที่ยวนิวซีแลนด์
dot
เล่าสู่กันฟัง
dot
bulletอ่านก่อน เที่ยวอียิปต์
bulletปิรามิด - สฟิงซ์ แห่งกีซ่า
bulletอียิปต์...วิหารลักซอร์
bulletอ่านอะไรดีก่อนไปเที่ยวนครวัด
bulletชมเพลิน.. อัปสรา
bulletพม่า..เที่ยวทะเลสาบอินเล
bulletอินเล...เมืองน้ำในนิทาน
bulletไปจ่ายตลาด...ที่ อินเล
bulletแสงเหงาที่... เทียนมู่
bulletเขิลกับขำ..ที่ สะหวันเขต
bulletเที่ยวตุรกี
bulletNagano-Apples
dot
Travel Usefulness
dot
bulletExchange Rates
bulletWeather forecast
bulletDictionary
bulletInternational Phone Code
dot
Related Information
dot
bulletเที่ยวหลวงพระบาง
bulletCambodia Temple site
bulletSambor Prei Kuk
bulletKoh Ker
bulletMrauk-U
bulletBanteay Chamar
dot
Link
dot
bulletรายการทัวร์ต่างประเทศ
bulletเที่ยวเมืองไทย
bulletนครวัด


www.thailandmgg.com
 
Booking.com
 
จองโรงแรม Agoda
 

 

hotel deals in luang prabang


All about Angkor
Magzine online


ประวัติศาสตร์โมร็อคโค
 
  ค้นหาโรงแรมใน...โมร็อคโค
Destination
Check-in
Check-out
 
Rooms :
Child
Adult(s)
 
 
 
 


โมร็อกโก: ดินแดนแห่งศิลปะและวัฒนธรรมอันหลากหลาย
 
โดย สุภาศิริ อมาตยกุล


เมื่ออาหรับและต่างชาติเข้ามาในโมร็อกโก


โมร็อกโกตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือสดของทวีปแอฟริกา มีอารยธรรมเก่าแก่โบราณ เป็นดินแดนแห่ง
ศิลปะและวัฒนธรรมอันหลากหลายในหนังสือวิทยุสราญรมย์ฉบับที่ผ่านมา (ฉบับที่  33 เดือนตุลาคม-ธันวาคม พ.ศ.2549)

ดิฉันได้กล่าวถึงเรื่องราวของโมร็อกโกในยุคก่อนประวัติศาสตร์ตลอดจนอารยธรรมโบราณตั้งแต่ชาว
ฟินิเชียน (Phoenicians) เข้าไปค้าขายและต้ังที่ทําการค้าบริเวณชายฝั่งแอฟริกาเหนือเมื่ื่อราว 1,100 ปีก่อนคริสตกาล
ต่อมาชาวคาร์เธจ (Carthagians) เข้ามาสู่แอฟริกาเหนือจัดตั้ั้งอาณาจกรคาร์เธจรุ่งเรืองอยู่ทางฝ้่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
จนถึงเมื่อชาวโรมันเข้ามามีอํานาจและสร้างอาณาจักรโรมันในภูมิภาคนี้ ดิฉันยังได้กล่าวถึงชนพนเมืองดั้งเดิม ซึ่ง
ได้แก่ชนเผ่าเบอร์เบอร์ (Berber tribe) ผู้มีประวัติศาสตร์เคียงคู่กับโมร็อกโกและภูมิภาคแอฟริกาเหนือมานานนับ
พันปี


ในหนังสือวิทยุสราญรมย์ฉบับนี้ดิฉันขอกล่าวถึงการเขามาของอาหรับและต่างชาตในโมร็อกโกอันเป็น
ช่วงประวัติศาสตร์ที่สําคัญยิ่งที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ของประเทศมาจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้มีหนังสือ
และหลักฐานอ้างอิงมากมายที่ี่กล่าวถึงประวัติศาสตร์ของโมร็อกโกโดยในแต่ละยุคสมัยยังมีรายละเอียดอีกมาก
ข้อมูลเหล่านี้มีความแตกต่างกันไปบ้างไม่ว่าจะเป็นชื่อบุคคลสถานที่คําอ่าน ตัวสะกดและป็นที่มีเหตุการณเกิดขึ้น
ในการเขียนเรื่องนี้ดิฉันได้ศึกษาค้นคว้าและประมวลข้อมูลมาจากหลายแหล่งโดยขอสรุปและนําเสนอข้อมูลที่มี
การกล่าวถึงหรืออ้างอิงกันเป็นส่วนใหญ่ส่วนชื่อเรียกที่เป็นภาษาอาหรับนั้น ได้สอบถามผู้รู้และพยายามเขียนคําอ่าน
ให้ใกล้เคียงมากที่สุด หากผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อนประการใดขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย

****
การล่มสลายของอาณาจักรโรมันในชวงศตวรรษที่ 5 ได้นําไปสู่การเสื่อมอํานาจการปกครองของโรมัน
ในภูมิภาคแอฟริกาเหนือและบริเวณที่ปัจจุบันเป็นประเทศโมร็อกโก ต่อมาในศตวรรษที่ 7 ปีค.ศ. 622 ศาสดา
มูฮัมหมัดพร้อมด้วยสาวกไดเดินทางจากเมกกะ (Mecca) ไปสู่เมดินา (Medina) การอพยพครั้งนี้
พวกมุสลิมเรียกว่า ฮิจเราะห นับเป็นการเริ่มต้นของรัฐอิสลาม เป็นศักราชที่เริ่มต้นนับปฏิทินตามแบบมุสลิม จากนั้นมาในเวลา 30 ปี ศาสนาอิสลามได้เผยแผยครอบคลุมไปไกลทั่วทิศรวมทั้งในดินแดนที่เคยเป็นของอาณาจักรโรมัน โดยทางตะวนออกไปไกลถึงชายแดนของอินเดีย ทางเหนือถึงคอนแสตนติโนเปิล (Constantinople) และทางตะวนตกถึงแอฟริกาเหนือ 2

2
ในแอฟริกาเหนือนั้นมีการต่อต้านอาหรับโดยชนพื้นเมืองเบอร์เบอร์ของแอลจีเรีย(Berbers of Algeria) แต่ในที่สุดปีค.ศ. 680 กองทัพอาหรับนําโดยอัคบาอิบิน นาฟี (Oqba Ibn Nafi) มาจากตะวันออกเข้ามายัง แอฟริกาเหนือขับไล่การปกครองของอาณาจักรไบเซนไทน์ (Byzantine) ออกจากตูนีเซีย นําทัพเดินทางต่อมาจนถึง โมร็อกโกเป็นอันส ิ้ นสุดอํานาจของอาณาจักรไบแซนไทน์ในโมร็อกโกด้วย พวกอาหรับตั้งหลักแหล่งมั่นคงอยู่ที่ ไคเราวาน (Kairouan) (ปัจจุบันอยู่ในประเทศตูนีเซีย) อยางไรก็ตามไม่ปรากฏแน่ชัดว่าการเข้ายึดครองของอัคบา อิบิน นาฟีทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงศาสนาในกลุ่มชนพื้นเมืองเบอร์เบอร์ในโมร็อกโกและแอฟริกาเหนือ นอกจากนี้อัคบาอิบิน นาฟไม่ได้จัดตั้งป้อมปราการใดไว้ในโมร็อกโกเลย ตัวเขาเองได้ถูกฆ่าตายในแอลจีเรีย ระหว่างการเดนทางกลับไปยังไคเราวาน

จนกระทั่งต้นศตวรรษที่ 8 ผู้ว่าการของอาหรับในดนแดนแอฟริกาเหนือคนใหม่คือ มูซาอิบิน นาสร์
(Moussa Ibn Nasr) ได้เข้ามาตั้งมั่นในโมร็อกโกยึดครองเขตที่ราบตอนเหนือจนถึงตอนกลางและตอนใต้ก่อนถึง
ทะเลทรายซาฮารา (Sahara Desert) ทําการเผยแผ่ศาสนาอิสลามไปอย่างทั่วถึงกล่าวกันว่าชนกลุ่มต่างๆ ของเบอร์เบอร์ในแอฟริกาเหนือได้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามเกือบทั้งหมด หัวหน้าของชนพื้นเมืองเบอร์เบอร์ยังใช้ การเปลี่ยนศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อประกันการอยู่ร่วมอย่างสันติระหว่างเบอร์เบอร์กับอาหรับ สําหรับ ผู้นําอาหรับนั้น นอกจากการสร้างความศรัทธาในศาสนาอิสลามแล้ว พวกเขายังได้ให้สิ่งจูงใจกับชนพื้นเมืองท้องถิ่นเหล่านั้น
3

รวมทั้งการให้ตําแหน่งหน้าที่ทางการเมืองและการทหาร ชนพื้นเมืองเบอร์เบอร์ได้มีบทบาทสําคัญในการบริหารงานในเขตแอฟริกาเหนืออีกทั้งมีส่วนร่วมในการเข้าโจมตีและบุกคาบสมุทรไอบีเรีย (Iberian Peninsula) เมื่อปีค.ศ. 711 โดยกองกําลังร่วมของชาวมุสลิมอาหรับและเบอร์เบอร์ได้เดินทางจากเมืองแทนเจียร (Tangier) ทางเหนือของโมร็อกโกข้ามช่องแคบยิบรอลตาร์ (Strait of Gibraltar) เข้าไปยึดครองเสปนบนคาบสมุทรไอบีเรียกลุ่มทหารเหล่านี้สวนใหญ่เป็นพวกเบอร์เบอร์ที่เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม มีผู้นํากองทัพ ชื่อ ทาริคอิบิน ซิแยด (Tariq IbnZiyad) เมื่อเขานํากองทัพขามชองแคบ ได้เข้าไปสู่ดินแดนทางใต้ของเสปนที่เป็นแนวภูเขาสูง ทําให้มีการเรียกภูเขานั้นว่า ภูเขาของทาริค (The Mountain of Tariq) ซึ่งในภาษาอาหรับเรียกว่า Jabal Tariq อันเป็นที่มาของชี่อช่องแคบ Gibraltar นั่นเอง
อาหรับเรียกแอฟริกาเหนือว่า มาห์กริบ (Maghreb) แปลว่าดินแดนแห่งทิศตะวันตกการเข้ายึดครอง แอฟริกาเหนือนอกจากจะเป็นการนำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแผ่และตั้งมั่นอย่างมั่นคงในภูมิภาคนี้แล้วยังทําให้อาหรับได้ขยายตลาดและเปิดเส้นทางการค้าภายในทวีปแอฟริกาผ่านทางทะเลทรายซาฮารา

พวกอาหรับยังสามารถคุมการค้าทองจากกานา (Ghana) และทาสจากซูดาน (Sudan) ได้อย่างไรก็ตาม ความกว้างใหญ่ของอาณาจักรอิสลามจากเปอร์เซีย (อิหร่านในปัจจุบัน) จนถึงโมร็อกโกและจากกานาจนถึงเสปน ไม่สามารถทําให้อาหรับปกครองดูแลได้อย่างทั่วถึง

โดยเฉพาะในโมร็อกโกนั้น มีกลุ่มอํานาจแยกย่อยเกิดขึ้นจํานวนมากและเป็นเอกเทศต่อกันขณะเดียวกันโลกมุสลิมเกิดการแบ่งแยกนกายเป็นซุนหนี่ (Sunni)และชีอะห์(Shia) เมื่อซุนหนี่ขึ้นมามีอํานาจที่กรุงดามัสกัส (Damascus) ในประเทศซีเรียได้มีพวกชีอะห์บางกลุ่มเดินทางออกนอกประเทศไปทางตะวันออกและตะวันตกกลุ่มหนึ่งเดินทางถึงโมร็อกโกเมื่อราวปีค.ศ. 787 นําโดยมูเลย์อีดริสส์ (Moulay Idriss)ผู้ซึ่งเชื่อกันว่าสืบเชื้อสายโดยตรงจากศาสดามูฮัมหมัดเขาได้รับการตอนรับจากชนพื้นเมืองท้องถิ่นด้วยดีและได้วางรากฐานการกําเนดราชวงศ์ แห่งอาหรับ ถือกันว่าเป็นราชวงศ์แรกของโมร็อกโกคือราชวงศ์อิดริสสิด (The Idrissid Dynasty : ปีค.ศ. 788-921) มีหัวหน้าผู้ปกครองเป็นตําแหน่งสุลต่าน

 

ทั้งนี้มูเลย์อีดริสส์ยังได้รับแต่งตั้งให้เป็นอิหม่าม (Imam) ด้วย นั่นคือการเป็นผู้นําทั้งด้านศาสนาและการเมือง ตามประวัตินั้น มูเลย์อีดริสส์เสียชีวิตจากการถูกลอบสังหารเมื่อปีค.ศ. 791 จากนั้นในปีค.ศ. 803 บุตรชายของเขาชื่อ มูเลย์อีดริสส์ที่ 2 (Moulay Idriss II) ได้รับเลือกให้เปนหัวหน้าและอิหมามปกครองโมร็อกโกต่อไปปกครองนาน 26 ปีถือเป็นยุคทองของโมร็อกโกในช่วงตัน

ในยุคนี้นี่เองที่ได้มีการจัดตั้ง เมืองเฟส (Fes)ขึ้น เป็นเมืองหลวงแห่งแรกของราชอาณาจักรโม็รอก มูเลย์อีดริสส์ที่ 2 ได้วางระบบของรัฐบาลไว้และยังต้อนรับชาวมุสลิมชิอะห์ที่ลี้ภัยเข้ามาด้วย กลุ่มที่สําคัญคือจากเมืองคอร์โดบา (Cordoba) และไคเราวาน (Kairouan) ต่อมามีการจัดตั้งมหาวิทยาลัยไคเราวีน (Kairaouine University) ในเมืองเฟส นับเป็นมหาวิทยาลัยที่สําคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมุสลิม และเก่าแกที่สุดแห่งหนึ่งของโลกเฟสยังเป็นเมืองสําคัญที่เชื่อมการค้าระหว่างเสปนกับตะวันออกและระหว่างแอฟริกาตอนเหนือกับแอฟริกาที่อยู่ใต้ทะเลทรายซาฮาราลงไป ทั้งนี้เฟสเป็นเมืองสําคัญของอาหรับในโมร็อกโกมาจนถึงศตวรรษที่ 20 เลยทีเดียว

4

สุเหร่าไคเราวีน (Kairaouine Mosque) ที่สร้างมาตั้งแต่ราชวงศ์อิดริสสิด ยังคงมีให้เห็นอยู่ในเมืองเฟส เคยเป็นสุเหร่าที่ใหญ่ที่สุดในโมร็อกโก ภายหลังมีการก่อสร้างสุเหร่าแห่งกษัตริย์ ฮัสซันที่ 2 (Mosque Hassan II) ที่เมืองคาซาบลังกา สุเหร่าไคเราวีนจึงกลายเป็นลําดับที่ 2 ไป แม้ทุกวันนี้ ชาวเมืองเฟสยังพูดกันว่า ถนนทุกสายมุ่งไปยังไคเราวีน เพราะถนนสายต่างๆ ของเมืองเฟสต่างมีจุดหมายปลายทางไปที่สุเหร่านี้ทั้งสิ้น

ในศตวรรษที่ 9 ราชวงศ์อิดริสสิดเริ่มเสื่อมและแตกเป็นกลุ่มอํานาจต่างๆ กระจัดกระจายกันไปราชวงศ์อิดริสสิดมีสุลต่านปกครอง 9 พระองค์ในช่วงนี้ อาณาจักรของมุสลิมในสเปนเริ่มแตกสลายลง มีการเปลี่ยนอํานาจ มากมายในแอฟริกาตอนเหนือ และระหว่างศตวรรษที่ 10-11 แอฟริกาเหนือยังถูกรุกรานทำลายล้างโดยชนเผ่าเร่ร่อนที่นําโดย บานูฮิลาล (Banu Hilal) ด้วย

ขณะที่เกิดช่องว่างทางอํานาจในแอฟริกาเหนือดังกล่าวได้มีชนพื้นเมืองเบอร์เบอร์ 2 กลุ่มขึ้นมามีอํานาจ และจัดตั้งราชวงศ์ที่สําคัญในยุคกลาง 2 ราชวงศ์คือราชวงศ์อัลโมราวิดและราชวงศ์อัลโมฮัด ชนพื้นเมืองเบอร์เบอร์ สองกลุ่มนี้ต่างมาจากทางใต้ของโมร็อกโก มีเป้าหมายเดียวกันคือเพื่อการปฏิรูปทางศาสนาแม้ทั้งสองราชวงศ์ ปกครองรวมกันเพียง 200 กว่าปีแต่ได้ทําให้โมร็อกโกมีอํานาจมากในโลกมุสลิมทางตะวันตก และเป็นอาณาจักรที่ แผ่ขยายไปกว้างไกลโดยในเขตแอฟริกาเหนือไปถึงลิเบีย ทางตอนใต้ไปถึงเซเนกัลและกานาและทางตอนเหนือ ไปถึงเสปน

ราชวงศ์อัลโมราวิด (The Almoravid Dynasty : ปีค.ศ. 1055-1147) เริ่มจากความเคลื่อนไหวเพื่อการปฏิรูป ในเบอร์เบอร์กลุ่มซันฮัดจา (Sanhadja Berbers) ที่ Koumbi Saleh เมืองหลวงของกานาในขณะนั้น (ปัจจุบันอยู่ใน ประเทศมอริเตเนีย) ชนกลุ่มนี้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามเมื่อศตวรรษที่9 ผู้นําของกลุ่มคืออับดุลลาห์บิน ยาซิน (Abdallah Bin Yasin) ได้รวมกลุ่มกันเพื่อปฏิรูปการปฏิบัติทางศาสนาอิสลามให้มีความบริสุทธิ์ขึ้น เชื่อกันว่า อัลโมราวิด (Almoravid) หมายถึงผู้คลุมหน้า อันเนื่องมาจากการปฏิบัติของคนในกลุ่มที่ใช้ผ้าคลุมหน้าโดยตลอด ต่อมากลุ่มนี้มีกําลังมากขึ้นและมีกองทัพของตน มีผู้นําคือยูเซฟ บิน ทัชฟีน (Youssef ben Tachfine) สามารถ ยึดครองทางใต้ของทะเลทรายซาฮาราและขึ้นมายังโมร็อกโก สร้างเมืองมาร์ราเกช (Marrakech) ขึ้นเมื่อปีค.ศ. 1062 และมีศูนย์การปกครองอยู่ที่แห่งนี้มาร์ราเกชจึงกลายเป็นเมืองหลวงแห่งที่ 2 ของโมร็อกโกจากนั้นยูเซฟ บิน ทัชฟิน ได้แผ่ขยายอํานาจต่อไปทางเหนือของโมร็อกโกและไปทางตะวันออกถึงแอลจีเรียในปีค.ศ. 1085 เขาได้นํากําลัง ทหารข้ามช่องแคบยิบรอลตาร์ไปเสปนโดยการเชื้อเชิญของเจ้าชายที่เป็นมุสลิมที่ปกครองอยู่ทางใต้ของเสปน ในปี ค.ศ. 1090 เขาข้ามเข้าไปในเสปนอีกคราวนี้สามารถยึดครองวาเลนเซีย (Valencia) รวมทั้งดินแดนแถบนั้นให้กลับมา เป็นของมุสลิมอีกครั้งหลังจากที่ถูกยึดกลับไปจากการถูกโจมตีโดยพวกเสปนที่นับถือศาสนาคริสต์อย่างไรก็ตาม แม้ จะมีความสําเร็จในการยึดทางใต้ของเสปนกลับมาได้แต่ก็เป็นการยากที่จะปกครองพื้นที่ที่มีอารยธรรม (Andalusian Civilization) ที่รุ่งเรืองกว่าอีกทั้งยังทําให้กองกำลังของกลุ่มอัลโมราวิดอ่อนลง เมื่อบุตรชายของยเซฟบิน ทัชฟิน ชื่อ

5
อาลี (Ali) ขึ้นมามีอํานาจ ก็ไม่สามารถปกครองและสร้างความสมานฉันท์ ในกลุ่มอํานาจต่างๆที่ เกิดขึ้นได้ราชวงศ์อัลโมราวิ ดจึ งเสื่อมลง รวมสุลต่านปกครองทั้ งสิ้น 7 พระองค์ราชวงศ์อัลโมฮัด (The Almohad Dynasty : ปีค.ศ. 1130-1269) มาจากชนพื้นเมืองเบอร์เบอร์ กลุ่มมาสมูดา (Masmuda Berbers) จากเทือกเขาแอตลาส (Atlas Mountain) ผู้นํากลุ่มคือ โมฮัมเหม็ด อิ บิน ตู มาร์ต (Mohammed Ibn Tumart) ทําการรณรงค์ ต่อต้านผู้ปกครองแห่งราชวงศ์อัลโมราวิดเพราะเห็นว่าทําให้ความเชื่อและการปฏิบัติทางศาสนาอิสลามบิดเบือนไป โมฮัมเหม็ด อิ บิ น ตู มาร์ต มี ที่ มั่นของตนอยู่ที่ เมืองติน มาล (Tin Mal) ในบริ เวณเทื อกเขา แอตลาส ตั้งตนเป็นผู้นํ ากลุ่มเรียกว่า Mahdi แปลว่า ผูัได้รับเลือกแล้ว กลุ่มนี้ไดัรับเรียกชื่อว่า อัลโมฮัด (Almohad) หมายถึง ผู้ที่เชื่อในความเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้า ผู้นําคนต่อมาของกลุ่มคือ อับดุล อัล มู เมน (Abdul al Moumen) ได้เข้ายึดเมืองเฟสและมาราราเกช ขับไล่พวกอัลโมราวิดออกและตั้งเมืองหลวงที่ เมืองมาราราเกช ถือเป็นสุลต่านองค์แรกของราชวงศ์อัลโมฮัดและเป็นผู้ที่ มี อํานาจมาก มีการสรัางกําแพงเมือง ประตูเมือง และสุเหร่ ามากมาย รวมทั้งสุเหร่ากู ตู เบีย (Koutoubia Mosque) ที่ มี หอคอย (Minaret) สูงถึ ง 70 เมตร นับเป็นสถาปัตยกรรมของศาสนาอิสลามที่ โดดเด่นที่ สุดแห่งหนึ่งในแอฟริกาเหนือ หอคอยฮัสซัน ที่นครราบัต
 6
 โมร็อกโกภายใต้ ราชวงศ์ อัลโมฮัดเจริญรุ่งเรืองและแผ่ ขยายไปไกลถึงลิเบีย อีกทั้งขยายเข้าสู่เสปน โดย สุลต่านองค์ ที่ 3 ของราชวงศ์ คือ ยาคุป เอล มันซูร์ (Yacoub el Mansour  แปลว่า ผู้มีชัยชนะ) ได้รับชัยชนะเหนือพวกคริสต์ ที่เมืองอลาร์คอส (Alarcos) เมื่อปี ค.ศ. 1195 มี การสร้างเมืองราบัต (Rabat) และสร้างหอคอยฮัสซั น (Tour Hussan) เพื่อเป็นอนุ สาวรีย์ แห่งชัยชนะของโมร็อกโกในครั้งนั้น แต่การสร้างไม่เสร็จสิ้นดี ประกอบกับปี ค.ศ. 1755 ได้เกิดแผ่นดินไหว ทําให้ กลุ่มหอสู งตรงกลางโค่นลงมาจนเหลือแต่ โคนเสาอยู่ เรียงรายดังที่เห็นในป้จจุบัน ในเมืองราบัตยั งมีการสร้างประตู เมื องอู ไดยา (Oudaia Gate) ในสมัยนี้ด้วย ในปี ค.ศ. 1212 เกิดการต่อต้านการขยายอํานาจของมุสลิมในเสปน ฝ่ายมุสลิ มพ่ายแพ้ ที่ Las Navas de Tolosa จนในที่สุดเหลือเพียงอาณาจักรกรานาดา (Kingdom of Granada) เท่านั้นที่ยังคงอยู่ภายใต้ การปกครองของมุสลิม ส่วนทางตอนเหนือของแอฟริกามีกลุ่มอํ านาจแยกตัวเป็นอิสระจากการปกครองของราชวงศ์อั ลโมฮัด  ทําให้ถึ งจุดเสื่อม เกิดการยึดอํานาจโดยชนพื้นเมืองกลุ่มใหม่ขึ้นปกครองแทน ราชวงศ์อัลโมฮัดมี สุลต่านปกครองรวม 13 พระองค์ ราชวงศ์ เมรินิด (The Merinid Dynasty : ปี ค.ศ. 1258-1465) มาจากชนพื้นเมืองเบอร์เบอร์ กลุ่มซานาตา (Zanata Berbers) จากเทือกเขาแอตลาสได้ ขึ้นมาปกครองในขณะที่ โมร็อกโกอยู่ ในสภาพที่ ตกต่ำทางการเมือง และเศรษฐกิจอีกทั้งยั งเริ่มถูกโดดเดี่ยวจากยุโรปและโลกมุสลิมด้วย ช่วงนี้โปรตุเกสเริ่มสร้างท่าเรือบนฝั่งทะเล เมดิ เตอร์เรเนียนและมหาสมุทรแอตแลนติก สามารถเดินเรือไปได้ ไกลถึงมอริเตเนีย อันหมายถึงการค่อยสิ้นสุดไป ของการค้าโดยกองคาราวานบนเส้นทางที่ ผ่านทะเลทรายซาฮารา ในปัจจุบันยังคงเห็นซากป้อมปราการและ สิ่งก่อสร้างของโปรตุ เกสตามชายฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติก ดังเช่น ที่เมืองเอล จาดิ ดา (El Jadida) ซาฟี (Safi) และอาซิ ลาห์(Asilah) เป็นต้น สําหรับดินแดนทางตะวันออกของแอฟริกาเหนือในช่วงนี้ ก็ตกอยู่ภายใต้อํานาจของ ตุรกี กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตมาน (Ottoman Empire) ผู้ปกครองแห่งราชวงศ์ เมริ นิด ไม่สามารถ ฟื้นฟู อํานาจของโมร็อกโกให้ กลั บมาเหมือนเดิมได้ แม้จะมี อยู่ช่วงสั้นที่ มีสุ ลต่านผิวดํา (Black Sultan) ชื่อ อาบู เอล ฮัสซัน (Abou el Hassan) สามารถยึ ดครองตู นีส (Tunis) ได้แต่ เขาสิ้นชีวิตก่อนที่ จะทําการบุกกลับเข้าไป ทางใต้ของเสปน ราชวงศ์เมริ นิ ดมี สุลต่านปกครองรวม 18 พระองค์ สุลต่านองค์แรกคือ อาบู ยุ สเซฟ ยาคุ ป (Abou Youssef Yacoub) สิ่งที่ปรากฏเห็นชัดในช่วงราชวงศ์ เมริ นิดคือ ระบบบริหารงานจากส่วนกลาง (Makhzen) นอกจากนี้ มี สิ่งก่อสร้างและสถาปัตยกรรมอันโดดเด่นเกิ ดขึ้นมากมายในเมืองต่างๆ เช่น เมืองเฟส มีพระราชวังแห่งเฟส (Fes El Jedid) สุเหร่า และโรงเรียนสอนศาสนา (เรียกว่า เมเดร์ ซา  (Medersa) ส่วนที่ เมืองราบัตมีการสร้าง Zaouia และสุสานที่ เชลลาห์(Chellah) เป็นต้น นักประวัติศาสตร์คนสํ าคัญของโมร็อกโก คือ อิ บิ น คาลดุน (Ibn Khaldun) และ ลี โอ แอฟริกานุส (Leo Africanus) ก็ได้เคยศึกษาที่เมื องเฟสภายใต้ การอุปถัมภ์ ของราชวงศ์ เมริ นิดด้วยเช่นกัน
 7

 วังโบราณและสุ สานของราชวงศ์เมรินิด ที่เมืองเฟส

จากนั้นมาในศตวรรษที่ 16 โมร็อกโกอยู่ภายใต้การแข่งขันอํานาจระหว่างสองอาณาจักร คือ วาตาซิด (The Wattasids) ที่เมืองเฟส และซาเดียน (The Saadians) ที่เมืองมาร์ราเกช ราชวงศ์วาตาซิด (The Wattasid Dynasty : ปีค.ศ. 1472-1554) จัดตั้งขึ้นโดยชนพื้นเมืองเบอร์ เบอร์ กลุ่ม เซเนท (Zenet Berbers) ขึ้นมามีอํานาจต่อจากราชวงศ์เมรินิด มีการสร้างเมืองใหม่ขึ้น เช่น เชฟเชาวาน (Chefchaouen) ที่บริเวณเทือกเขารีฟ (The Rift) ริมฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่ในช่วงนี้ เองโปรตุเกสก็ได้เข้ายึดครองท่าเรือที่เตตวน (Teuouan) และเซปต้า (Ceuta) บนฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน รวมทั้งเมืองแทนเจียร์ (Tangier) และอการ์เดีย (Agadir) บนฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก นอกจากนี้ยังมีเหตุ การณ์สําคัญเกิดขึ้น คือ การล่มสลายของ อาณาจักรกรานาดาทางใต้ ของเสปน โดยกรานาดากลับไปเป็นของเสปนภายใต้การนําของกษัตริย์เฟอร์ดินานและ พระนางอิสซาเบลลาเมื่อปี ค.ศ. 1492 มี พวกยิวและมุสลิมราว 1 ล้านคนลี้ภัยเข้ามาในโมร็อกโกด้วย ส่วนพวกซาเดียนนั้น มีถิ่นกำเนิดจากคาบสมทรอาระเบีย เดินทางไปทางฝั่งตะวันตกจนถึงโมรอกโก เขายึดอานาจจากพวกวาตาซดทเมองมารราเกช และปกครองโมรอกโกภายใตราชวงศซาเดยน (The Saadian Dynasty : ปค.ศ. 1555-1659) อนเปนการกลบมาของราชวงศแหงอาหรบและหมายถงการหมดอานาจของราชวงศ ที่จดตงขนโดยชนพนเมองเบอรเบอร ในชวงนมารราเกชรงเรองขนอกครงหนึ่ง สวนพวกวาตาซดยงคงมีอานาจอย เฉพาะทเมองเฟส จนกระทงถงสมยโมฮมเหม็ด เอช ชคห (Mohammed esh Sheikh) ซงเปนผูนาของซาเดยนคนแรก ที่ปกครองไดทั้งเหนอและใตของโมรอกโก ชวงนี้มีสงกอสรางเพมเตมอกหลายอย่าง รวมทั้งการสร้างต่อเติมสุเหร่า ไคเราวีนที่เมืองเฟส และการสร้างเขตที่เรียกวา เมดนา (Medina) ในเมืองราบัต อย่างไรก็ตาม ต่อมาเกิดการต่อสู้แย่งอำนาจระหว่างกลุ่มต่างๆ จนในที่สุดมีเจ้าชายของซาเดียน ชื่อ

  8
 อาเหม็ด เอล มันซูร (Ahmed El Mansour) สามารถคุมอำนาจและขึ้นเป็นสุลต่านแห่งราชวงศซาเดียนองคต่อไป ในยุคนี้โมร็อกโกมีความสงบสุขพอสมควร มีการใช้ทหารของตรุกีในกองทัพและบุกลงทางใต้เข้าไปถึงทิมบักตู (Timbuktu) ที่อยู่ในประเทศชาด (Chad) ปจจุบัน เป็นการคุมเหมืองเกลือในทะเลทรายซาฮาร่า ตลอดจนเส้นทาง การค้าทองและทาสจากทางใด้ได้อย่างมั่นคง สุลต่านอาเหม็ด เอล มันซูรไดรับความนิยมจากประชาชน และยังได้ รับสมญานามวา El Dhahabi แปลวา The Golden One แต่เมื่อสุลต่านอาหเหม็ด เอล มันซูร สิ้นชีวตลงในปค.ศ. 1603 ได้เกิดความวุ่นวายและการแย่งอำนาจขึ้นอีก เป็นสงครามกลางเมืองภายในเป็นเวลานาน มีการแตกแยกเป็นกลุ่มอำนาจต่างๆ สุลต่านองคต่อๆ มาของราชวงศ ซาเดียนยงคงมีที่มั่นการปกครองอยทางใต้และที่เมืองมารราเกช ในขณะที่กลุ่มอำนาจอื่นยึดมั่นอยูที่เมืองเฟส ส่วนบริเวณราบัต ซาเล (Sale) และริมฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกนั้น เกิดมีกลุ่มอำนาจที่ร่ำรวยขึ้นนมาจากการปล้นสดมภ์ และการเป็นโจรสลัด        กล่าวกันว่าเป็นพวกที่หลบหนีมาจากเสปน มุงโจมตีเรือสินค้าจากเสปนและยุโรป และยังจับ พวกยุโรปเป็นทาสไว้เป็นจำนวนมาก ราชวงศ์ซาเดียนมีสุลต่านปกครองรวม 13 พระองค์ ในเมืองมารราเกชมีสุสานของสุลต่านและบุคคลสาคัญ ในราชวงศ์นี้ เรียกวา สุสานราชวงศ์ซาเดียน (Saadian Tombs)                                     สุสานของราชวงศ์ซาเดียน ที่เมืองมาร์ราเกช
 9
 ต่อมามพวกเชรีฟ (Shereefs) ผูซงเชอวาสบเชอสายจากศาสดามูฮัมหมัด และเรมจดตงกลมของตนในฐานะ ผูนาทางศาสนา ไดเขายดอานาจตามเมองสาคัญ ในปค.ศ. 1666 ภายใตการนาของสลตานมเลย ราชิด (Moulay Rashid) สามารถเขายดเมองมารราเกชได เปนการเรมตนแหงราชวงศอลาวิต (The Alaouites : ปค.ศ. 1666 - ปจจุบัน) เปนราชวงศที่ 6 แหงราชอาณาจกรโมรอกโก แตสลตานมเลย ราชิด ถกลอบสงหารในปค.ศ. 1672 เมื่อ บุตรชายคือ มูเลย อชมาอิล (Moulay Ismail) ขึ้นปกครอง สามารถคมโมรอกโกไดอยางแทจริง ปกครองนานถึง 55 ป พระองคยายเมองหลวงจากเฟสไปอยเมองเมกเนส (Meknes) ถอเปนราชธานแหงท 3 ของโมรอกโก มูเลย อชมาอิล เปนสลตานที่ยงใหญที่สดพระองคหนงในประวัตศาสตรราชวงศของโมรอกโก ในยคนพระองคไดนาทาสผวดํา (จากมอรเตเนยและทางใตของทะเลทรายซาฮารา) ประมาณ 140,000 คนมาเปนทหารในกองทพของโมร็อกโกดวย เรยกวา The Black Guard นอกจากนี้มีการสรางปอมปราการ (Kasbah) ไวทั่วประเทศ รวมทงสรางพระราชวงทเมอง แทนเจยร และราบัต สวนพระราชวงทสรางทเมองหลวงเมกเนสนั้น ถอวายงใหญงดงามไมแพพระราชวงแวรซาย ของฝรงเศสเลยทเดยว พระองคยงไดนาโมรอกโกใหอยูทัดเทยมกบประเทศยโรปอนๆ ดวย ปจจุบันสถานที่สาคัญ ของเมองเมกเนส คือ พระราชวัง และสสานของสลตานมเลย อชมาอิล สุสานของสลตานมเลย อชมาอิล ทเมองเมกเนส การปกครองของสลตานองคตางๆ แหงราชวงศอลาวตในชวงกอนตกอยภายใตการดแลของฝรงเศสและ เสปนนั้น ไดทําความร่งเรืองใหกับโมร็อคโคมาก มีสิ่งก่อสร้างและสถานที่สำคัญๆ เกิดขึันมากมาย เชน ที่เมือง มารราเกช มีการก่อสร้างสุเหรา สวน และพระราชวังเอล บาเดีย (Palais El Badii) ส่วนที่เมืองเฟสมีการสร้าง พระราชวงจาไม (Palais Jamai) เป็นต้น
10
 โดยสรปแลว อาหรับได้เขัามามีอิทธิพลในโมร็อกโกและแอฟริกาเหนือตั้งแต่ปลายศตวรรษท 7 ซึ่งใน ขณะนนเปนชวงยคกลาง(Middle Ages) ยโรปยางเขาสูยคมืด (Dark Age) แตโลกอาหรบกาลงรงเรอง และไดแผ ขยายอานาจมาทางแอฟรกาเหนอจนถงโมรอกโกและรมสดมหาสมทรแอตแลนตก อนเปนการนาศาสนาอสลามเขา มาสูภูมิภาคนดวย ความแขงแกรงทางกองทพและอานาจของอาหรบเขาไปไกลถงยโรป เพราะชองแคบยบรอลตาร กวางเพยง 14 กโลเมตรระหวางฝงของโมร็อกโกกบเสปน อาหรบแผขยายเขาไปในยโรปจนเกอบถงฝรงเศส (หาง จากกรงปารสเพยง 320 กโลเมตร) เพราะไปพายแพฝรงเศสในการสรบที่ปวตเยร (Battle of Poitiers) เมอปค.ศ. 732 จากการพายแพครงน ทําใหอาหรบหนไปสนใจแตเพยงทางใตที่คาบสมทรไอบเรีย (ปจจุบันเปนทตงของประเทศ โปรตเกสและเสปน) อาหรบมีอทธพลเหนอคาบสมทรไอบเรยนานเปนเวลา 781 ป (ค.ศ. 711-1492) เมองหลวงแหงแรกของ อาณาจกรมสลมบนคาบสมทรไอบเรีย คือ คอรโดบา (Cordoba) และหลงจากทคอรโดบาถกยดไปโดยเสปนทเปน ครสต พวกอาหรบจงไดยายเมองหลวงไปยงกรานาดา (Granada) สวนเมองสาคญอนๆ ของอาหรับในเสปน มีอาท เซวยา (Seville) และ โทเลโด (Toledo) เปนตน ในปค.ศ. 1492 กรานาดาซงเปนอาณาจกรสดทายของอาหรบใน คาบสมทรไอบเรยไดถกตกลบไปเปนของเสปน อยางไรกตาม แมจะเปนการสนสดอานาจของอาณาจกรมสลิม ในเสปน แตยงคงมีอทธพลของอาหรบและศาสนาอสลามอยอยางชดเจนโดยเฉพาะในงานศลปะและสถาปตยกรรม ที่ปรากฏอยตามเมองและสถานที่ตางๆ ของเสปนดงทเหนในปจจุบัน ชาวยโรปเรยกพวกอาหรบทมาจากแอฟรกาเหนอวา มัวร (Moor) ซงอาจมาจากชื่อ มอรเตเนีย (Mauritania) เมออาหรบเขาไปสรางอาณาจกรมสลมในเสปน ดนแดนแหงนเรยกวา อัล แอนดาลุส (Al-Andalus) หรือ แอนดาลเชย (Andalusia) คําวา อัล แอนดาลุส แปลวา ดนแดนแหงพวกแวนดาล (Land of the Vandals) ซงพวก แวนดาลนเปนชนพนเมองหนงของเยอรมนทเคยยดครองอยในคาบสมทรไอบเรีย คําวา Vandal จงกลายมาเปน Andal นนเอง ดนแดนแหงแอนดาลเชยเปนทรวมของพวกมสลิม ยว และโมซาหราบ (Mozarabs - คําเรยกชาวครสต ที่ใชชีวตแบบมสลิม) กอใหเกดอารยธรรมแอนดาลเชย (Andalusian civilization) ที่รงเรืองมากที่สดในยคกลาง ตอนปลาย ศิลปะและสถาปตยกรรมแบบมวร (Moorish Style) มีเอกลกษณที่พิเศษและงดงามยิ่ง เปนงานท ผสมผสานลกษณะทงของอาหรบและยโรปเขาดวยกัน นอกจากอาหรบทเขามามีอทธพลเหนอโมรอกโกแลว ในปลายศตวรรษท 18 ฝรงเศส และเสปน สนใจและ ตองการครอบครองดนแดนที่มีชยภูมิและความอดมสมบรณของโมรอกโก สลตานองคสดทายกอนทโมรอกโกจะ ตกเปนอาณานคมของตางชาติคือ มูเลย ฮัสซัน (Moulay Hassan) แมวามความพยายามเพอตอตานอานาจของตางชาต ในโมรอกโก รวมทงการตอตานจากชนพนเมองเบอรเบอรที่อยบรเวณเทอกเขารีฟ (The Rift) ทางเหนือ และ เทอกเขาแอตลาสทางตอนกลางของประเทศ แตกไมอาจสูกาลงทหารและอาวธของตางชาตได หวหนาชนกลุม เบอรเบอรที่ตอตานตางชาตและกลายเปนวรบุรษของโมร็อกโกคือ อาบ เอล เคริม (Abd el Krim)
 11
 ในที่สดจากผลของสนธิสญญาเฟส (Treaty of Fes) เมอปค.ศ. 1912 ทําใหโมรอกโกตกอยภายใตการดแล ของฝรงเศสและเสปน (French and Spanish Protectorates – 1912-1956) โดยฝรงเศสเขาปกครองราชอาณาจกร โมรอกโกเปนสวนใหญ ในขณะทเสปนยดครองดนแดนชายทะเลฝงทะเลเมดเตอรเรเนยน มีเมองเตตวาน (Tetouan) เปนเมองหลวงของเขตปกครองเสปนในโมรอกโก สวนเมองแทนเจยรถกประกาศใหเปนดนแดนสากลทไมขึ้น กบใคร ชวงทฝรงเศสปกครองน ไดยกเมองราบต (Rabat) ขึ้นเปนเมองหลวงใหมของโมรอกโก ราบตจงกลายเปน เมองหลวงแหงท 4 ของโมรอกโก ฝรงเศสยงพฒนาคาซาบลงกา (Casablanca) ใหเปนเมองทาทนสมยบนรมฝง มหาสมทรแอตแลนติก ขณะเดยวกนในเมองหลกๆ ไดมีการสรางเขตเมองใหม (Ville Nouvelle) ที่อยนอกกาแพง เมอง จงเรยกเขตทอยูภายในกาแพงเมองวาเปนเขตเมองเกา ฝรงเศสตงผูสาเรจราชการ (Pasha) ที่เมองมารราเกช และ ยงคงใหสลตานดแลโมรอกโกอย ในขณะทโมรอกโกอยใตการปกครองของฝรงเศส ไดมีกลมชาตินยมเคลื่อนไหวเพอการเปนเอกราช มีการ จราจลและตอสูกนอยเนองๆ ในปค.ศ. 1943 มีการจดตงพรรคการเมองของกลมชาตินยม เรยกวา Istiqual แปลวา “ความเปนเอกราช” มีบทบาทสาคญในการเคลอนไหวและเรยกรองเพอการแยกตวเปนเอกราชจากฝรงเศส จาก จานวนสมาชกของพรรคเพยง 1 หมนคนในปค.ศ. 1947 ไดเพมขนเปน 1 แสนคนในปค.ศ. 1951 ความเคลอนไหว และแรงผลกดนเพอชาตินยมไดมีสวนชวยตอการเปนเอกราชของโมรอกโกในเวลาตอมา สลตานโมฮมเหมดท 5 เปนผหนงทเปนหลกสาคญของขบวนการตอสเพอเอกราช พระองคเคยถกกกขงบรเวณอยระยะหนง และในป ค.ศ. 1953 ถกลี้ภยใหไปอยที่ประเทศมาดากสการ (Madagascar) ซงเปนเกาะอยทางตะวนออกของทวปแอฟรกา อีก 2 ปตอมาฝรงเศสอนญาตใหพระองคเสดจกลบมาโมรอกโก ในปค.ศ. 1956 ฝรงเศสยอมถอนตวออก และโมรอกโกไดรบเอกราชโดยสมบรณ โดยเสปนไดยอมถอนตัว ออกจากโมรอกโกดวย (ยกเวนเมองเซปตาและเมองเมลยา (Melilla) ที่อยู่ในโมรอกโกและยงคงเปนของเสปน) (ภาพ-ด่านตรวจคนเขาเมองเซปตาซงเปนเมองบนฝงโมรอกโก แต่อยใตการปกครองของเสปน)
 12
 สลตานโมฮมเหมดท 5 ทรงขนครองราชย สถาปนาพระองคเปนกษตรยแหงราชวงศอลาวตองคที่ 13 แตเปนองคแรกของโมรอกโกหลงการเปนเอกราช สวนเมองหลวงยงคงตงอยูที่เมองราบัต กษตริยโมฮมเหมดท 5 ทรงเปนผูนาทางศาสนาอสลามของโมร็อกโกดวย ในระหวางการปกครองของพระองค บานเมองไดรบการปฏิรูป ในดานตางๆ มีความเจรญกาวหนามาก พระองคเสดจสวรรคตเมอปค.ศ. 1961 จากนนกษตรยอสซนท 2 (King Hassan II) ไดเสดจขนครองราชยตอจนถงปค.ศ. 1999 เมอเสดจสวรรคต พระราชโอรสของพระองคคือ ซิด โมฮมเหม็ด บิน ฮัสซัน (Sidi Mohammed Ben Hassan) เสดจขนครองราชยเมอวนท 30 กรกฎาคม ค.ศ. 1999 มีพระนามวา สมเดจพระราชาธบดโมฮมเหมดท 6 (King Mohammed VI) เปนกษตริยองคที่ 15 แหงราชวงศอลาวิต พระชายาคือ เจาหญงลาลา ซลมา (Princess Lalla Salma) ผเคยเสดจพระราชดาเนนมาประเทศไทยเพอทรงรวมงาน ฉลองสิรราชสมบัตครบ 60 ปในฐานะผแทนพระองคสมเดจพระราชาธบดีฯ ภายในสสานของกษตริยโมฮมเหมดท 5 การเขามาของอาหรบและตางชาตในโมร็อกโกดงทกลาวโดยสรปมาขางตนนั้น ไดกอใหเกดการ เปลี่ยนแปลงและมผลตอโมรอกโกอยางมากมาย อกทงยงมีอทธพลตองานศลปะและสถาปตยกรรมของโมรอกโก ในแขนงตางๆ ดวย ดิฉันจะไดนาเรองราวทนาสนใจเกยวกบศลปะและวฒนธรรมอนหลากหลายของโมรอกโก มาเสนอกนตอไป...... สวสดคะ 
 หนังสืออ้างอิง
1. Korbendau, Yves. Maroc : Aux Multiples Visages. Paris : ACR Edition Internationale, Courbevoie (Paris) 1999
2. Mohammad Sindi, Abdullah. Dr. The Arabs and the West: The Contributions and the Inflictions 4 :Arab Civilization and Its Impact on the West) Daring Press. 1999
3. DK Eyewitness Travel Guides : Morocco. London : Dorling Kindersley Limited, 2004
4. Ellingham, Mark; and Hamish Brown, Daniel Jacobs, Shaun Mcveigh. The Rough Guide To Morocco. (seventh edition) New York : Rough Guides, 2004
5. Ministry of Cultural Affairs of the Kingdom of Morocco. Andalusian Morocco : A Discovery in Living Art. (Museum With No Frontiers Exhibition). Rabat. 2002
6. Discovery Channel. Insight Guides : Spain. (updated edition). Singapore : Apa Publications GmbH&Co. 2004
7. Abercrombie, Thomas J. “When the Moors Ruled Spain” National Geographic Magazine. Vol. 174, No. 1 July 1988 (CD ROM)
8. รดเดอรส ไดเจสท สารานกรมประวัตศาสตรโลก กรุงเทพฯ : บริษทรดเดอรส ไทเจสท (ประเทศไทย) จากด พ.ศ. 2549
 
 
 
 
 
 
 
 

 

 

 




Morocco

ทัวร์โมร็อคโค 9 วัน - ทะเลทรายซาฮาร่า
ทัวร์โมร็อคโค8 วัน - 4 ราชธานี
Morocco 10 Days-EY
โมร็อคโค
โมร็อคโค-10วัน-ทะเลทราย
คาซาบลังกา .... No long hot summers night at Casablanca Morocco