ReadyPlanet.com
bulletHome
dot
About us
dot
bulletContact us
bulletAbout us
bulletGuest Room
dot
Newsletter

dot
dot
Package start from 1or2 pax
dot
bulletAngkor wat
bulletหลวงพระบาง
bulletMyanmar
bulletฮานอย-ฮาลอง
bulletJumpasak - Wat Pu
bulletฮ่องกง
dot
The gallery
dot
bulletApsara & Bayon
bulletAngkor Wat shadow
bulletBeng Mealea...in green
bulletBanteay Chamar
bulletMrauk - U [1]
dot
Photo tell
dot
bulletภูฏาน - ลมหายใจแห่งศรัทธา
bulletล่องแม่น้ำโขง
bulletทุ่งไหหิน
bulletจาก ปากเซ ถึง...กระแจะห์
bulletอินเล...เมืองน้ำในนิทาน
bulletinle ... The utopia
bulletดาลัท เมืองดอกไม้-เวียดนาม
bulletWat Pu ...in green
bulletMae Hong Sorn
bulletWat Pu - Jumpasak
bulletNan - Luangphabang
bulletAngkor Wat
bulletHochimin - Dalat
bulletI-San
bulletเที่ยวเนปาล
bulletเที่ยวนิวซีแลนด์
dot
เล่าสู่กันฟัง
dot
bulletอ่านก่อน เที่ยวอียิปต์
bulletปิรามิด - สฟิงซ์ แห่งกีซ่า
bulletอียิปต์...วิหารลักซอร์
bulletอ่านอะไรดีก่อนไปเที่ยวนครวัด
bulletชมเพลิน.. อัปสรา
bulletพม่า..เที่ยวทะเลสาบอินเล
bulletอินเล...เมืองน้ำในนิทาน
bulletไปจ่ายตลาด...ที่ อินเล
bulletแสงเหงาที่... เทียนมู่
bulletเขิลกับขำ..ที่ สะหวันเขต
bulletเที่ยวตุรกี
bulletNagano-Apples
dot
Travel Usefulness
dot
bulletExchange Rates
bulletWeather forecast
bulletDictionary
bulletInternational Phone Code
dot
Related Information
dot
bulletเที่ยวหลวงพระบาง
bulletCambodia Temple site
bulletSambor Prei Kuk
bulletKoh Ker
bulletMrauk-U
bulletBanteay Chamar
dot
Link
dot
bulletรายการทัวร์ต่างประเทศ
bulletเที่ยวเมืองไทย
bulletนครวัด


www.thailandmgg.com
 
Booking.com
 
จองโรงแรม Agoda
 

 

hotel deals in luang prabang


All about Angkor
Magzine online


มรัคอูโบราณ-copy

     

M

rauk U
rauk Oo
   

…The ancient city
In the eyes of a pilgrim
See the peerless four…

   

Shite Thaung Temple

Ko Thaung Temple

Anndaw Thein

Htukkant Thein

   

 

รัค อู .... อาณาจักรสุดท้าย แห่งยุคโบราณ 4 อาณาจักร ของชาวยะไข่ ผ่านกาลเวลาอันเริ่มอาณาจักรแรก
ตั้งแต่สมัยพุทธกาล รุ่งเรืองและแตกดับไปตามวัฎสงสาร

วันนี้ยังคงเหลือร่องรอยอันแสดงถึงความรุ่งเรือง และอำนาจให้ชนรุ่นหลังได้เห็น ให้ขบคิด ให้ศึกษา
ให้จินตนาการ ร่องรอยอันชวนตื่นตานี้ก็เป็นอีกแห่งหนึ่งในโลก ที่แสดงให้เห็นถึงพลังอันไร้ขีดจำกัด ..... ของมนุษย์

 

 
 
 

 

Rakhine

เป็นรัฐที่สภาพทางภูมิศาสตร์ ติดกับชายฝั่งทะเล สัมพันธ์ใกล้ชิดกับบังคลาเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ทางเหนือ มากกว่าพม่าที่เป็นต้นสังกัดเพราะอุปสรรคทางธรรมชาติ คือเทือกเขาอรกัน โยมา [Arkhine Yoma] ที่ทอดเป็นแนวยาวจากเหนือจรดใต้ เป็นกำแพงทางฝั่งตะวันออก

แต่โบราณมา เมื่อเริ่มมีอาณาจักรแรก ธัญญาวดี [Dhanyawaddy] ตั้งแต่พุทธกาล เกิดและแตกดับวนมารวม 4 อาณาจักร จบความรุ่งเรืองที่ อาณาจักร มรัค อู [Mrauk – U or Mrauk Oo] ย่อมมีเรื่องราวสัมพันธ์มากมาย กับเพื่อนบ้าน ทั้งรักทั้งรบ ทั้งให้ทั้งรับ เป็นการถ่ายเทวัฒนธรรม ผสมผสานใกล้ชิด ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ร่องรอยปัจจุบัน ที่เราได้เห็นจึงดูออกแขกๆ ทั้งวัดวา เจดีย์ และผู้คน (ที่ดูจะตัวเล็กดำ ตาขาวฟันขาว ผมหยิก ไม่งามอย่างดาราบอลลีวู๊ด ในอินเดีย ก็เพราะเป็นแขกทางใต้ รับอิทธิพลจากลมทะเลและแสงแดดไปเต็มๆ)




ร่องรอยของอาณาจักร มรัค อู ที่ยังเหลืออยู่ก็เป็นเช่นนั้น วัดและเจดีย์ที่เห็นก็เป็นแบบอิทธิพลจากศรีลังกา เป็นฐานทรงกลม รูปทรงโอคว่ำ ไม่เหมือนกับเจดีย์ทรงเหลี่ยม แบบพุกามในพม่า ที่เป็นวัฒนธรรมพม่าแท้ๆ จะว่าไปดูๆแล้ว เจดีย์ใน มรัค อู ก็จะคล้ายกับเจดีย์ในบ้านเรา เพราะรับอิทธิพล มาจากแหล่งเดียวกัน แต่ที่ดูไม่คุ้น เพราะขนาด วัสดุในการสร้าง และการวางผังแบบจะต่างกัน



เจดีย์หรือวัดใน มรัค อู มีขนาดใหญ่โต วัดสำคัญ ยิ่งสร้างใหญ่โต มีเจดีย์บริวารประกอบมากมาย วางรูปแบบประหนึ่งป้อมปราการ วัสดุที่ใช้สร้างก็เป็นหินทรายประสานด้วยซีเมนต์ (ต่างจากปราสาทหินทรายของขอม ที่สร้างด้วยการเรียงหินแบบจิ๊กซอร์ไม่มีตัวประสาน) กษัตริย์ผู้สร้างวัดและเจดีย์เหล่านี้ล้วนสร้างเพื่อเป็นพุทธบูชา และประกาศความเกรียงไกรแสดงแสนยานุภาพ แห่งตนและดินแดนอาณาจักร ความศรัทธาก็คงวัดที่ขนาด (ไม่เหมือนบ้านเราที่เน้นพอเพียงมาแต่โบราณ แต่อย่างไรก็ขอให้วิจิตร งดงามไว้ก่อน) ส่วนที่สร้างด้วยหินทรายเพราะต้องการความทนทาน สามารถ ต้านกระแสลมแรง และมรสุมที่กระหน่ำจากทะเลอยู่ชั่วนาตาปี



การที่วัดดูแข็งแรงใหญ่โตนี้ฝรั่งนักตีความจากตะวันตก ที่ไม่เข้าใจในวัฒนธรรมตะวันออกและความศรัทธาในพุทธศาสนา เคยตีความว่าวัดเหล่านี้คือป้อมปราการที่สร้างขึ้นพื่อเป็นฐานสู้รบ ป้องกันศัตรู ก็มันใหญ่ซะขนาดนั้น ฝรั่งก็เลยอดคิดแบบนี้ไม่ได้


าณาจักรมรัค อู เริ่มสถาปนา เมื่อปี พ.ศ 1973 โดยกษัตริย์ มอง ซอ มอน [Mong Saw Mon] ก็จะร่วมสมัย กับอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยา มีกษัตริย์ปกครองต่อมาอีก 47 พระองค์ จวบจนอาณาจักรล่มสลาย ถูกครอบครองโดยพม่า ในปี พ.ศ 2327 ช่วงที่เราเพิ่งสถาปนากรุงเทพฯ ขึ้นใหม่ๆหมาดๆ กษัตริย์พม่าที่เข้ารุกรานต่อตีครอบครอง มรัค อู ได้สำเร็จก็คือพระเจ้าปดุง ที่เราได้พบพระนามนี้บ่อยๆ ในหน้าประวัติศสาสตร์ของไทย ผลจากการครอบครองยะไข่สำเร็จ บำเน็จรางวัลก็คือการชลอเอา พระมหามัยมุณี มาเป็นของพม่า เป็นการสร้างความเกลียดชัง ร้าวฉานที่บาดลึกในจิตใจของชาวยะไข่ เสียอาณาจักรยังไม่เสียใจเท่ากับการที่ พระมหามัยมุณี อันเป็นสิ่งศักสิทธิ์ คู่เมืองศูนย์รวมจิตวิณญาณ ของคนทั้งแผ่นดิน ถูกปล้นชิงไป ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ยังฝังใจชาวยะไข่มาจนจวบทุกวันนี้ เป็นเหตุหนึ่งที่ยากจะสร้างความปรองดอง (ความรู้สึกนี้ นักท่องเที่ยว อย่างเรายังสามารถสัมผัสได้ แม้เพียงจะมีเวลาอยู่ในรัฐยะไข่ไม่นานแค่เพียงผิว) เรื่องราวนี้จึงได้ต่อยอดออกมาอีกมากมาย และเป็นปัจจัยหนึ่งที่พม่าต้องตกเป็นอาณานิคม ของฝรั่งตะวันตก โดยสุดท้ายก็คืออยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษมายาวนาน


สิริรวมแล้ว อาณาจักร มรัค อู ของชาวยะไข่ ก็มีอายุนับได้ 355 ปี นับจากการล่มสลาย สิ่งก่อสร้างทั้งหลายก็ถูกทิ้งร้าง วัดที่ยังมีการประกอบพิธีทางศาสนาเป็นกิจวัตร ก็ดำเนินไปตามกำลังของพระและชาวบ้าน ที่ไม่มีกำลังพอจะดูแลได้เป็นอย่างดี แม้ขนาดของสิ่งก่อสร้างจะใหญ่โต วัสดุที่สร้างก็ถูกคัดสรรมาอย่างดีว่าจะ อยู่ได้คงทนยืนนาน แต่การขาดการดูแลทิ้งร้างมายาวนานราว 150 ปี สิ่งก่อสร้างเหล่านี้ก็ไม่สามารถทนทานต่อการกัดเซาะของธรรมชาติ ทั้งกระแสลม ความชื้น และการกัดกินเนื้อหินของพืชอย่าง ราและไรเคน ทำให้ผุพังเสื่อมสลาย



โบราณสถานในอาณาจักร มรัค อู มีกระจัดกระจายอยู่ทั่วอาณาจักร ถ้าจะนับรวมให้ครอบคลุมถึงอาณาจักรก่อนหน้าอย่าง อาณาเวสาลี ที่อยู่ห่างไปไม่ไกลทางทิศเหนือแล้ว มีกว่า 1,000 เจดีย์ วัดวาสำคัญทั้งหลายที่เราได้เห็นในวันนี้ (พฤศจิกายน พ.ศ.2550) เพิ่งได้รับการบูรณะเมื่อ 10 กว่าปีมานี้เอง จากการประเมินจัดกลุ่มเพื่อการเที่ยวชม โบราณสถานทั้งหลายที่มีกระจายรายรอบ ของ Guide Book นำชม มรัค อู อย่าง The Golden Mrauk-U ที่เขียนโดย U Shwe Zan ชาวยะไข่โดยกำเนิด ได้แยกแยะการนำชมเจดีย์สำคัญ ไว้เป็นหมวดหมู่น่าสนใจถึง 7 ประเภท 37 เจดีย์เช่น ประเภทสุดยอดไร้เทียมทาน ประเภทฉูดฉาดบาดตา ประเภทล้ำเลอค่า ฯลฯ ( อยากรู้ว่าที่เหลือเป็นประเภทไหน ลองถามมาแล้วเราจะบอกให้ ) แต่ด้วยเวลาที่ได้สัมผัสเพียงน้อยนิด จึงเลือกที่จะเที่ยวชม แบบสุดยอด อันประกอบด้วย 4 ศาสนสถาน ได้แก่ Shite Thaung Temple, Ko Thaung Temple, Anndaw Thein, Htukkant Thein เชิญตามมาชมกันได้

 

 

Shite Thaung
Temple

ซิตตวง หรือ สิทธิ์ตวง พญา [Shite Thaung Temple or Shite Thaung Paya] หรือชื่อที่เป็นสัญลักษณ์คือ เจดีย์ 80,000 ด้วยเป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธรูปบูชาถึง 84,000 องค์ จำนวนนี้ไม่รู้จะมีคนนับถ้วนถี่จริงๆหรือเปล่า แต่ก็ว่ากันตามตำรา เอกสารที่ชี้แจง บรรยายไว้ก็แล้วกัน อนุมานเอาจากการกวาดสายตาX-Rayโดยรอบก็เห็นมีมากจริงๆ จนนับไม่ถ้วน

... ทั้งองค์ใหญ่ ที่สร้างอย่างภูมิใจนำเสนอ ประดิษฐานสวยงามอยู่ในช่องโพรงที่สร้างไว้รายรอบอาคาร อันเป็นฐานของเจดีย์องค์ประธาน ทั้งในอุโมงค์ใหญ่มหึมา ที่สร้างเจาะให้เดินรอบฐานภายในใต้เจดีย์ ทั้งจัดวางบูชามากมายอยู่ในวิหาร ซึ่งปัจจุบันยังคงเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา สวดมนต์ภาวนา มีประชาชนมากราบไหว้บูชาองค์อันเป็นตัวแทนของพระสัมมาพุทธ เหล่านี้อยู่เป็นประจำทุกวัน



พระพุทธรูปสำคัญอันเป็นองค์ประธาน สูง 9 ฟุต ประดิษฐานอยู่ ณ ศูนย์กลางใต้เจดีย์ โดยทางเข้าเจาะเป็นอุโมงค์ยาวเชื่อมต่อจากวิหาร


สิทธิ์ตวง พญา... สร้าง ใน ปี พ.ศ.2079 ในสมัย พระเจ้า มง บา จี [Mong Ba Gree] กษัตริย์ องค์ที่ 13 ของอาณาจักร มรัค อู และเป็นยุคที่รุ่งเรืองเกรียงไกรที่สุด สร้างเพื่อเป็นพุทธบูชา และเฉลิมฉลองที่สามารถ มีชัยชนะเหนือ 12 แคว้น ในอาณาจักรเบงกอล และสามารถกำราบพวกโปรตุเกส ที่พยายามเข้ามารุกรานต่อตีอาณาจักรได้ ดังนั้นอีกนามหนึ่งของ เจดีย์นี้คือ “เจดีย์แห่งชัยชนะ”

สร้างอยู่ห่างจากพระราชวังหลวง ขึ้นมาทางเหนือราว 800 เมตร บนเนินเขา มองภาพกว้างจากภายนอก เห็นเป็น 3 ระดับ จากระดับล่าง เป็นเจดีย์รายเลาะระเบียง ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ทั้งสองฝั่ง เจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำ อวบอ้วน ช่องว่างระหว่าเจดีย์ มีการสลักแผ่นหินเป็นรูปยักษ์ รูปเทพ หรือสัตว์ในหิมพานต์ ยึดติดไว้ให้ดูเล่นเพลินๆ



สูงขึ้นมาระดับที่สองเป็นอาคารหลักที่รองรับเจดีย์เอก สร้างภายในเป็นแบบอุโมงค์ 3 ชั้ั้น โดย 2 ชั้นรอบนอกสร้างเป็นรูปตัวยู[U] ผนังทั้งซ้ายขวาเจาะเป็นช่องมากมาย ประดิษฐานพระพุทธรูปช่องละ 1 องค์ สลับกับการแกะสลักเป็น รูปเทพ ยักษ์ และสัตว์ในจินตนาการ มากมาย



อุโมงค์ชั้นในสุดเป็นชั้นศูนย์กลาง เจาะตรงเป็นทางเข้าและขยายออกเป็นห้อง เพื่อประดิษฐานพระพุทธรูปประธาน ซึ่งตำแหน่งจะอยู่ใต้เจดีย์ประธานพอดี ภายนอกอาคารก็เป็นระเบียงเจาะช่องประดิษฐานพระพุทธรูป อีกเยอะมาก แต่จะเป็นช่องใหญ่กว่าในอุโมงค์ รวมทั้งองค์พระก็งดงามกว่า ส่วนชั้นสูงสุดบนอาคารอุโมงค์ก็เป็นเจดีย์ประธาน ที่ยังมีเจดีย์รายขนาดใหญ่ ขนาดย่อมอีก 26 องค์ ล้อมรอบอยู่

ขนาดของวัดนี้ ว่าตามตำราที่อ้างอิง เค้าบอกว่ามีขนาด ยาว 160 ฟุต กว้าง 124 ฟุต สูง 86 ฟุต ก็ไม่ใหญ่มหึมานักถ้าจะเทียบกับปราสาทอีกหลายแห่งในโลก แต่ก็ใหญ่โตมีความเป็นเอกลักษณ์ มีรายละเอียดที่ เดินชมในเวลาที่จำกัด ไล่ดูกันจนเหนื่อย ก็ยังไม่ครบถ้วน นับว่าเป็นสุดยอดเจดีย์ อย่างที่เค้าจำกัดความไว้จริงๆ

Ko Thaung
Temple

โคตวง หรือ โตตวงตวง พญา [Ko Thaung Temple or Ko Thaung Paya]

โด่ดเด่นและเป็นหนึ่งใน มรัค อู ที่ปรากฎภาพอยู่ทุกแห่งที่มีการกล่าวพาดพิงถึง มรัค อู [Mrauk-U] เลยถูกจัดอยู่ในประเภท เจดีย์ยอดเยี่ยม และต้องไม่พลาดชม



เรื่องราวความที่มาของ Ko Thaung Temple มีไม่มากนัก เป็นการสร้างวัดประจำรัชกาล ของพระเจ้า มง เทียกกา [Mong Taikka] โอรสของพระเจ้า มง บา จี [Mong Ba Gree] ผู้เกรียงไกร ผู้สร้าง Shite Thoung Temple



Mong Taikka มีระยะการครองราชย์ที่สั้น แค่เพียง 2 ปี กว่าๆ คือราว พ.ศ. 2096-2098 จึงสันนิษฐานได้ว่า Ko Thaung Temple คงสร้างในปี พ.ศ. 2096 เมื่อเริ่มรัชกาล เหตุผลแห่งการสร้างวัดที่ใหญ่โตอลังการนี้ ก็เพียงเพราะต้องการจะมีความยิ่งใหญ่กว่าบิดาที่เป็นมหาราช แต่ไม่รู้ท่านจะหลงประเด็นไปหรือเปล่า ที่มองว่าความยิ่งใหญ่ของบิดาเกิดจากการสร้างวัด Shite Toung Temple หรือวัด 80,000 พระพุทธรูป จึงได้สร้าง Ko Thaung Temple แล้วเจาะจงตั้งใจว่าวัดที่สร้างจะต้องมีพระพุทธรูป 90,000 ให้มากกว่าพ่อสร้าง จึงเป็นที่มาของคำเรียกขานวัดนี้ว่า “วัดพระ 90,000 ” และ คำเปรียบเทียบที่เป็นเอกลักษณ์ของสองพ่อลูกว่า “พ่อสร้าง 80,000 ลูกสร้าง 90,000 ”แต่อนิจจา มง เทียกกา มีอายุไม่ยาวนานพอจะสร้างวัดให้สำเร็จเสร็จสมบูรณ์ ท่านสวรรคตไปเสียก่อน มรดกที่ท่านทิ้งไว้ยืนยงมีให้เรา ได้เห็น ได้ชมในวันนี้ จึงมีซากแห่งความไม่สมบูรณ์ให้เห็นอยู่

Ko Thaung Temple อยู่ห่างจากศูนย์กลางอาณาจักร (ใช้บริเวณสถานที่ตั้งพระราชวังเป็นศูนย์กลาง) ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือไม่ไกลนัก

นั่งรถผ่านชุมชน ผ่านวัด และเจดีย์ขนาดย่อมๆหลายเจดีย์ ผ่านพื้นทีเกษตรดูวิถีโบราณแบบเพลินๆ ก็เข้าสู่ทางดินสายเล็กตัดเข้าสู่หมู่บ้านอีกแห่ง ท้ายหมู่บ้านอันเป็นพื้นที่ทำเกษตรกรรมทั้ง นาข้าว แปลงผัก และพืชไร่



จะเห็น Ko Thaung Temple ตั้งอยู่โด่ดเด่น เป็นสง่าท่ามกลางผืนนา มองไกลๆเห็นเป็นสิ่งก่อสร้าง ขนาดใหญ่ ทอดตัวยาวขนานกับผืนนา มีเจดีย์เล็กๆ เป็นร้อยๆ เข้าแถวเรียงรายอยู่ 5 แถวลดหลั่นกันลงมา มองดูคล้าย คนเยอะแยะนั่งดูกีฬาอยู่บนอัฒจรรย์ ในสนามกีฬาใหญ่ ส่วนบนยอดตรงกลาง มีเจดีย์ขนาดใหญ่ตั้งเด่นเป็นประธาน

นี่เป็นเพียงภาพแรกเปิดสู่สายตาเท่านั้น แต่พอได้เดินเข้าไปจนถึงตัววัดจริงๆแล้ว มุมมองกลับเปลี่ยนไป แท้จริงศาสนสถานแห่งนี้ มีรูปทรงอาณาเขตเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดใหญ่มาก จากข้อมูลกล่าวไว้ว่าแต่ละด้านกว้างถึง 77 เมตร ยืนมองจากฐานแหงนคอตั้งบ่าในระยะประชิด มองไม่เห็นยอดเจดีย์ประธาน เจดีย์เล็กจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน ที่เห็นเข้าแถวเป็นระเบียบ มีสร้างรายรอบไว้ถึง 3 ด้าน ไม่มีก็แต่แถวด้านหลังที่อยู่ทางทิศตะวันตก ไม่รู้ว่าเพราะสร้างยังไม่ทันเสร็จ หรือเพราะตามแบบไม่มีจริงๆ



เดินขึ้นบันไดหินใหญ่หนาที่แบ่งเป็นช่องไว้ตรงกลางด้านหน้า ขึ้นไปถึงลานกว้างจึงได้เห็นเจดีย์ประธานที่ตั้งอยู่ตรงจุดศูนย์กลาง แต่ยังมองไม่เห็นเจดีย์ทั้งองค์ ถ้าจะมองให้เต็มองค์ต้องไต่บันไดหลายขั้นขึ้นไปอีกระดับ สรุปภาพรวมว่า Ko Thaung Temple สร้างสอบขึ้นมาเหมือนกับปิรามิดทรงสี่เหลี่ยมยอดตัด มีเจดีย์ประธานเป็นยอดแหลมเด่นขึ้นมา



แต่ส่วนที่สำคัญชวนให้ค้นหาและเข้าชม ไม่ใช่ที่องค์เจดีย์ แต่เป็นวิหารขนาดใหญ่ที่อยู่บนลานชั้นแรก สร้างด้วยหินทรายประสานด้วยซีเมนต์ เหมือนกับเกือบทุกศาสนสถานใน มรัค อู แต่รูปทรงโดยรวมดูไม่เป็นอาคาร สร้างเหมือนกับเป็นถ้ำ ทางเข้าสำคัญมีอยู่ 2 ทางซ้ายขวา มีองค์พระสร้างจากหินทรายสวยงาม นั่งอยู่บนบัลลังค์ ประดิษฐานอยู่หน้าอุโมงค์ทางเข้า เดินผ่านเข้าไปภายในอุโมงค์ใหญ่ ก็จะพบพระพุทธรูปองค์ใหญ่ประดิษฐาน เรียงรายเป็นระยะๆตั้งแต่พ้นทางเข้ามา และที่สะดุดตาก็คือบนผนังวิหารด้านหลังองค์พระ และตลอดแนวทั่วไป มีพระพุทธรูปองค์น้อยแกะสลักนูนต่ำอยู่บนผนัง มากมายจนนับไม่ถ้วน และนี่คงเป็นที่มาของการเรียกขานKo Thaung Temple ว่าเป็น วัดพระ 90,000 หรือ วัดเก้าหมื่น

 



ยิ่งเดินลึกเข้าไปก็ยิ่งพบเจอพระทั้งองค์ใหญ่และองค์น้อยรูปสลัก วิหารอุโมงค์สร้างเป็นวงรอบ ชั้นในวกมาชน ทางเข้าหรือทางออกอีกช่อง สร้างเป็นวงใหญ่มากแต่ภายในอุโมงค์ไม่ทึบอับแสง เพราะมีการวางผังดีมาก มีการเจาะช่องให้แสงส่องเข้ามาจากภายนอก และเป็นช่องทางหมุนเวียนของอากาศไปในตัว




อุโมงค์รอบนี้ไม่ได้มีเพียงชั้นเดียว ยังมีช่องนำออกมายังอีกชั้นที่สร้างเป็นแนวซ้อนกับอุโมงค์ทึบชั้นใน เป็นแนวอุโมงค์ที่ข้างบนเปิดโล่ง รับแสงแดดและสายลมอย่างเต็มที่ แต่รูปแบบการจัดวางองค์พระ และพระรูปสลักบนผนังก็ยังเหมือนกับภายในอุโมงค์ทึบ



ส่วนอุโมงค์โปร่งนี้ดูน่าสนใจและสวยงามกว่า มีเว้นช่องหินสร้างเป็นบันไดขึ้นไปสู่ลานโล่ง มุ่งเข้าสู่เจดีย์ประธานได้อีกหลายช่อง และที่สร้างความน่าสนใจก็คือ จะมีทวารบาล รักษาทางขึ้นอยู่ทั้งสองข้างซ้ายขวา เป็น Ogre หรือยักษ์ตัวใหญ่หน้าตาคล้ายยักษ์ราหูที่เราคุ้นเคย แต่มีตัวครบถ้วน สลักอยู่บนผนังเป็นแบบนูนสูง มีทั้งตัวผู้ตัวเมีย ดูได้เพลินๆ


Htukkhant Thien
Temple

ทุกขันธ์ เทียน หรือ ทุกขันธ์ เทียน พญา [Htukkant Thein Temple or Htukkant Thein Paya]

บริเวณศูนย์กลางของอาณาจักร มรัค อู ที่ได้ท่องมานี้ กระจัดกระจายและกระจุก ไปด้วยซากโบราณสถาน วัด เจดีย์ และ ศาสนสถานอื่นๆ ทั้งที่ตายแล้วเป็นอนุสรณ์ และทั้งที่ยังมีลมหายใจอยู่ Htukkant Thein ก็ตั้งกระจุกอยู่ในบริเวณนี้ ห่างจาก Shite Thaung วัดพระ 80,000 ฝั่งทิศเหนือแค่นิดเดียว ยืนมองจากลานระเบียง เจดีย์ของแต่ละวัด ก็จะมองเห็นกันและกันได้เต็มตา



ด้วยความที่อยู่ใกล้กันและมีรูปทรงภายนอกที่คล้ายคลึงกัน เมื่อแรกพบจากการมาเยือนที่ วัด 80,000 ก่อนแล้วมองเห็น Htukkant Thein วับๆ ผลุบโผล่ แทรกอยู่เป็นระยะในมุมการชม จึงพาให้คิดว่าก็คง เป็นวัดเดียวกัน แต่เมื่อมายืนบนลานจุดเด่นที่มองเห็น Htukkant Thein ได้เต็มตาแบบพานอรามา จึงได้เห็นว่าเป็นคนละที่ แต่จะให้เดินถึงกันก็คงจะเหนื่อยเอาการ เพราะทั้งสองต่างก็ตั้งอยู่บนเนินสูง เป็นภูเขาลูกย่อมๆ เสริมด้วยตัววัดที่สร้างฐานพูนขึ้นมาเสียสูงปรี๊ด กว่าจะไต่ลงจากวัดนี้ แล้วเดินไปปีนขึ้นวัดโน้นพอดีลิ้นห้อย

วัดทั้งสองมีพื้นที่กว้างอันเป็นทางสัญจรสาธารณะ ของชาวบ้าน มีบ่อน้ำโบราณใหญ่มากตั้งอยู่บริเวณนี้ ยามบ่ายคล้อยนั่งสังเกตุการณ์อยู่ห่างๆ จะเห็นชิวิต หลากสีอีกฉาก ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ ชาย หญิง มาใช้ประโยชน์จากบ่อน้ำนี้ร่วมกัน



หม้ออลูมิเนียม ท้องป่องคอแคบปากบาน ถูกทูนหัว หอบหิ้วเอามาใส่น้ำ (เข้าใจว่าเดิมคงจะเป็นหม้อดินเผา) ทึ่งในความสามารถเฉพาะตัวของสาวชาวมรัค อู บนหัวทูนหม้อน้ำเต็มๆ แขนข้างหนึ่งก็หนีบอีก 1 ใบ ส่วนอีกข้างใช้แกว่งเป็นจังหวะรับกับการเดินให้เกิดสมดุล กิจกรรมบทบาทนี้ไม่เห็นมีชายหนุ่มเป็นตัวแสดง หรือว่าเค้าสงวนไว้ให้สาวๆ แสดงฝ่ายเดียวก็ไม่รู้ เห็นเด็กๆสนุกสนานกับการสาวน้ำในบ่อยกขึ้นมาเทสาดโครมลงบนหัว ถังแล้วถังเล่า เป็นการอาบน้ำที่สนุกสุดสดชื่นจริงๆ
 
Htukkant Thein สร้างในปี พ.ศ.2114 (เราเพิ่งเสียกรุงศรีฯ ครั้งที่1) ในรัชสมัย พระเจ้า มง พาลอง [Mong Phaloung] ซึ่งเป็น โอรสของพระเจ้า มง บา จี [Mong Ba Gree] ผู้สร้างวัด Shite Thaung เป็นน้องของ พระเจ้า มง เทียกกา [Mong Taikka] ผู้สร้าง Ko Thung วัด 90,000 แต่การครองราชไม่ได้รับช่วงสืบทอดต่อกันมาทีเดียว มีโอรสของ พระเจ้า มง เทียกกา ครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา มาอีก 2 พระองค์ ซึ่งระยะการครองราชย์จะเป็นเวลาไม่นานนัก (8 ปี และ 7 ปี)



ปีที่สร้าง Htukkant Thein เป็นปีที่ Mong Phaloung ขึ้นเถลิงราชย์ สาเหตุที่สร้างเพราะช่วงผลัดแผ่นดิน มีความระส่ำระสายในหมู่ขุนนางชั้นปกครอง มีการก่อหวอดของการปฏิวัติ ต่อต้านอำนาจกษัตริย์ใหม่ จะเป็นด้วยเหตุใดมิอาจทราบได้ อาจเพราะเปลี่ยนสายปกครอง อาจเพราะมีข้อขัดแย้ง อาจเพราะตาอยู่ที่สร้างเสริมบารมีไว้ชั้นนึงแล้วไม่ได้ดังหวัง เหตุผลอีก108 มีให้คิดไป ต้องขออภัยเพราะชั้นข้อมูลที่มีอยู่ไม่พอที่อธิบายได้ แต่ที่แน่ๆท่าน มง พาลอง ท่านสร้างวัดเพราะได้กลิ่นการปฏิวัติ แล้วสร้างวัดมันเกี่ยวอะไรกับการหยุดการปฏิวัติเล่า.....



มีคำพูดของชาวยะไข่ มาแต่โบราณ ว่า ถ้าบ้านเรือนทรุดโทรมผุพัง ให้หาเสามาค้ำไว้ ถ้าบ้านเมือง เสื่อมถอยไม่อยู่เย็น ให้ช่วยกันสร้างหลังคามาปกป้อง (แปลจาก แหล่งข้อมูลได้ประมาณนี้) บรรดาโหราจารย์ และที่ปรึกษาทั้งปวง จึงให้คำแนะว่าพระองค์ควรจะสร้างวัดเป็นศูนย์รวมใจโดย อาศัยแนวร่วมของมวลชนทุกชนชั้นตั้งแต่ระดับรากหญ้าสามัญ จนถึงชนชั้นปกครอง



และกุุศโลบายนี้ก็ใช้ได้ผลจริงๆ ไพร่ฟ้า ขุนนาง พากันมารวมใจร่วมสร้างจนเกิดเป็น Htukkant Thein ดังประสงค์ แสดงว่าเช็คกำลังพลกันจริงๆแล้ว ก็ยังมีคนจงรักภักดีต่อกษัตริย์อยู่ไม่น้อย



ไม่เพียงภายนอกที่เค้าโครงของเจดีย์ที่คล้ายกันกับ เจดีย์ 80,000 ภายในที่มีการทำเป็นอุโมงค์ หลังคาโค้ง วกวนเป็นช่องในจอมปลวก ก็ยังมีลักษณะคล้ายคลึงกัน ความต่างอยู่ที่ Htukkant Thein จะมีขนาดโดยรวมเล็กกว่า เจดีย์ประกอบมีแค่เพียง 4 เจดีย์ รายละเอียดภาพแกะสลักก็ต่างกัน คือภาพสลักภายในเจดีย์ 80,000 เป็นการเรื่องราวเกี่ยวกับศาสนา แต่ภาพสลักใน Htukkant Thein เป็นภาพของผู้คนในยุคนั้น อาจจะเพราะจุดประสงค์ในการสร้าง ที่แตกต่างกันเป็นตัวกำหนด



เพราะ Htukkant Thein สร้างจากเหตุผลทางการเมือง กษัตริย์ผู้สร้างจึงอาจต้องการ ประณีประนอมสมานฉันท์ (ฟังดูคุ้นๆ เหมือนคำฮิตติดหูในปี 2550 ของประเทศไหนสักแห่งนะ) กับเหล่าขุนนางอำมาตย์ ในอันที่จะบริหารปกครองอาณาจักรให้ราบรื่น จึงได้สั่งการให้สลักเสลารูป อันเป็นตัวแทนของเหล่าอำมาตย์ และเอื้อรวมไปถึงคู่สมรส ข้าราชบริพาร คุณข้าหลวง ที่อยู่ในราชสำนักด้วย


 
Htukkant Thein ดังนั้นตลอดแนวอุโมงค์ ที่มีการเจาะช่องประดิษฐาน พระพุทธรูปอยู่เป็นระยะๆ จะมีภาพประกอบบุคลคลในราชสำนักมากมาย ในชุดแต่งกายเต็มยศ ครบเครื่องประดับ สลักอยู่ในลักษณะกำลังสักการะ น้อมบูชา เราจึงได้เห็น ภูษา ทรงผม เครื่องประดับ หลากหลาย ประหนึ่งที่นี่เป็น เวทีแสดงแฟชั่นในราชสำนัก มีนักวิชาการมาเก็บรายละเอียด บันทึก แยกประเภทเครื่องประดับกาย พอเอามาเผยแพร่ดูเพลินๆได้ เช่นมี เครื่องประดับศีรษะ 40 แบบ สายสะพายดาบ 9 แบบ กำไลมือ 20 แบบ ปิ่นปักผม 8 แบบ และ 64 ทรงผม ฯลฯ


นับว่า Htukkant Thein เป็นประหนึ่งจารึกแห่งประวัติศาสตร์ เราท่านจึงสามารถจินตนาการวาดภาพแห่งอดีตได้....
 

 

มีให้อ่านต่อ...รอสักครู่

    

   คลิ๊ก....ตามมาชมภาพจากตากล้อง .... และเรื่องเล่า เรื่องราว เมืองโบราณ

 

 

 

 

 




On Focus

ตั๋วเครื่งบินข้อเสนอที่ดีที่สุด
เรือหลวงทราย กับภาพชายโขง article