ReadyPlanet.com
bulletHome
dot
About us
dot
bulletContact us
bulletAbout us
bulletGuest Room
dot
Newsletter

dot
dot
Package start from 1or2 pax
dot
bulletAngkor wat
bulletหลวงพระบาง
bulletMyanmar
bulletฮานอย-ฮาลอง
bulletJumpasak - Wat Pu
bulletฮ่องกง
dot
The gallery
dot
bulletApsara & Bayon
bulletAngkor Wat shadow
bulletBeng Mealea...in green
bulletBanteay Chamar
bulletMrauk - U [1]
dot
Photo tell
dot
bulletภูฏาน - ลมหายใจแห่งศรัทธา
bulletล่องแม่น้ำโขง
bulletทุ่งไหหิน
bulletจาก ปากเซ ถึง...กระแจะห์
bulletอินเล...เมืองน้ำในนิทาน
bulletinle ... The utopia
bulletดาลัท เมืองดอกไม้-เวียดนาม
bulletWat Pu ...in green
bulletMae Hong Sorn
bulletWat Pu - Jumpasak
bulletNan - Luangphabang
bulletAngkor Wat
bulletHochimin - Dalat
bulletI-San
bulletเที่ยวเนปาล
bulletเที่ยวนิวซีแลนด์
dot
เล่าสู่กันฟัง
dot
bulletอ่านก่อน เที่ยวอียิปต์
bulletปิรามิด - สฟิงซ์ แห่งกีซ่า
bulletอียิปต์...วิหารลักซอร์
bulletอ่านอะไรดีก่อนไปเที่ยวนครวัด
bulletชมเพลิน.. อัปสรา
bulletพม่า..เที่ยวทะเลสาบอินเล
bulletอินเล...เมืองน้ำในนิทาน
bulletไปจ่ายตลาด...ที่ อินเล
bulletแสงเหงาที่... เทียนมู่
bulletเขิลกับขำ..ที่ สะหวันเขต
bulletเที่ยวตุรกี
bulletNagano-Apples
dot
Travel Usefulness
dot
bulletExchange Rates
bulletWeather forecast
bulletDictionary
bulletInternational Phone Code
dot
Related Information
dot
bulletเที่ยวหลวงพระบาง
bulletCambodia Temple site
bulletSambor Prei Kuk
bulletKoh Ker
bulletMrauk-U
bulletBanteay Chamar
dot
Link
dot
bulletรายการทัวร์ต่างประเทศ
bulletเที่ยวเมืองไทย
bulletนครวัด


www.thailandmgg.com
 
Booking.com
 
จองโรงแรม Agoda
 

 

hotel deals in luang prabang


All about Angkor
Magzine online


Mrauk - U The ancient town

มรัค อู .....เมืองโบราณจุดหมายที่ตามไปถึง

        มรัค อู [Mrauk – U or Mrauk Oo ] ในภาพแรกที่มองเห็น สร้างความตื่นตะลึง เหมือนกับได้นั่งยานย้อนเวลาของสปีลเบิร์ก หลุดเข้ามาอยู่ในอีกยุคหนึ่ง เป็นยุคโบราณที่ย้อนกลับไปมากกว่า 100 ปี แม้ความรู้สึกและเรื่องราวทีถ่ายทอด ณ ที่นี้ จะเหมือนกับการเล่าของนักบุกเบิกอย่างตื่นเต้นพบดินแดนใหม่ นักเดินทางที่ย่ำผ่านทางนี้มาก่อนก็อย่าได้หมั่นไส้ หรือหยันเยาะเลย เพราะความรู้สึกมันเป็นเช่นนั้นก็เล่าสู่กันฟัง ถ่ายทอดกันดูแบบประสาซื่อ

ภาพของ เมืองมรัค อู ที่ได้เห็นในสายตา ไม่ได้กล่าวเกินจริงเลย

ชมภาพ..ขำ..ขำ

Variety...life

Ancient  site ชมโบราณสถานอย่างละเอียด

.....ว่าเหมือนอยู่ในโลก เมื่อกว่า 100 ปี.....

...... เมืองที่ชาวเมืองยังอาศัยกำลังขาเป็นหลักในการสัญจร ก็คือไปไหนก็ใช้ 2 ขาพาเดิน จะใกล้จะไกลก็เดินเอา ที่หรูหน่อยก็จักรยาน 2 ล้อ ใช้รถม้า ใช้ 3 ล้อ [Side Car] เป็นระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ มีรถบรรทุกสมัยสงครามโลก ทั้งที่เป็นตัวเครื่องเดิม และ มีโครงแต่ขับเคลื่อนด้วยกำลังแบบรถอีแต๋น ทั้งเมืองนับได้น่าจะไม่เกิน 10 คัน มีรถจี๊บรุ่นสงครามโลก อีก 2-3 คัน นับไปนับมาก็ได้เท่านี้จริงๆ ที่เป็นยานพานหนะขับเคลื่อนด้วยแรงกล ที่เหลือก็เป็นขับเคลื่อนด้วยแรงคน และที่สำคัญมีไฟฟ้าใช้เฉพาะ ย่านการค้า ร้านตลาด แต่ ….มีใช้เฉพาะเวลา 6 โมงเย็น ถึง 3 ทุ่ม สำหรับส่วนของโรงแรมก็ได้อภิสิทธิ์หน่อย รัฐบาลใจดี เปิดให้ถึง 6 โมงเช้า

ยะไข่ ......ชื่อที่คุ้น …… แต่ไม่รู้จัก
ยะไข่ ……. ที่ไม่เคยถูกหยิบยกมาพูดถึง เป็นหัวข้อสำคัญ

เรื่องราวที่ได้ฟังเกี่ยวกับ ยะไข่ แค่เหมือนชื่อที่ถูกพาดพิง เหมือนคำที่ต้องมีเพื่อความสมบูรณ์ของประโยค รู้แค่ ยะไข่ เป็น ส่วนหนึ่งของพม่า เป็นชื่อรัฐ คนที่อยู่ที่นี่ก็เรียกว่าเป็น คนยะไข่

...... จากตำนานนเรศวร  ท่านเคยบุกเข้าไปถึงเมืองหงสาวดี เพื่อจะต่อตีเอาคืน หวังจะสยบพม่าให้เลิกรารุกรานไทย

.....แต่ก็ไปเจอแต่เมืองเปล่า ที่ไม่เหลือเค้าของความรุ่งเรืองที่ บุเรงนองผู้เกรียงไกรได้สร้างเอาไว้ เป็นฝีมือของพวกยะไข่ เป็นตาอยู่ยกมาตีหงสาเสียย่อยยับ ข้ามเขาเป็นลูกๆมาตีเอาเมืองอย่างหงสาได้ นี่ย่อมไม่ธรรมดา

พระมหามัยมุณี ที่เมืองอมรปุระ ติดมัณฑะเลย์ สร้างโดยชาวยะไข่ เคยประดิษฐานเป็นพระคู่เมืองในรัฐยะไข่ เรื่องราวบอกเล่ามีเลาๆประมาณนี้ แต่ไฉนเรื่องที่ดูยิ่งใหญ่กลายเป็นวีรกรรม กลับเป็นการปล้นพระพุทธรูปสำคัญองค์นี้ แย่งชิงมาเป็นของพม่าได้ เป็นวีรกรรมอันเกรียงไกรของกษัตริย์โบดอว์พญา (พระเจ้าปดุง) เล่าเรื่องการขนย้าย เล่าเรื่องการสร้างวัดเพื่อประดิษฐานพระองค์นี้เสียละเอียดยิบ เป็นบุญญาธิการที่ยิ่งใหญ่ ประมาณว่าเก่งซะจริงๆ

…..ไหงเป็นงั้นไปได้ (ยิ่งใหญ่ ขนาดสร้างความฮึกเหิม มั่นใจจะเข้ามาตีเอากรุงเทพฯให้ได้ เลยได้มีสงครามนัวเนียกับไทย มาอีกพักใหญ่ๆ จนมีอังกฤษเข้ามาให้นัวเนีย เลยเลิกยุ่งกับเราหันไปนัวเนียกับอังกฤษแทน )

…. ถ้าเช่นนั้นมาทำความรู้จัก ค้นเรื่องของยะไข่กันสักนิด …..

 
รัฐยะไข่[Rakhine] เป็นรัฐหนึ่งในพม่า มีเมืองหลวงคือ เมืองซิตตเว [Sittwe or Sittway] หรือ ซิตตุ่ย ในสำเนียงพม่า ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ชายแดนสุดฝั่งทะเล อ่าวเบงกอล ของประเทศพม่า มีพรมแดนธรรมชาติอันเป็นอุปสรรคสำคัญ ในการติดต่อสมาคมกับแผ่นดินส่วนใหญ่ของพม่า คือ เทือกเขา อรกัน โยมา [ Arkhine Yoma ] ทีทอดยาวตลอดแนวพรมแดน ด้านตะวันออก ของรัฐยะไข่
อีกฝากหนึ่งของแนวเขาเป็นพื้นที่ของ เขตมะเกวย์ [Magway Divsion] เขตบาโก [Bago Division] เขตเอยาวดี [Ayeyarwady Division] ทิศเหนือติด ประเทศบังคลาเทศ [ Bangladesh] และรัฐฉิ่น [Chin Stage]



....... เดี๋ยวเป็นเขต เดี๋ยวเป็นรัฐ เอยังไงชักงงๆ ไม่เข้าใจง่ายๆ เป็นจังหวัดเหมือนประเทศไทยที่คุ้นเคย ....... ขยายความอีกนิด จะได้กระจ่าง

..... พม่าแบ่งการปกครองออกเป็น 7 เขต 7 รัฐ แล้วในแต่ละเขตแต่ละรัฐ จึงแบ่งแยกออกเป็นจังหวัด อีกที


เขต -Division เป็นหัวเมืองใหญ่ ที่ประชากรส่วนใหญ่มีเชื้อสาย พม่า

รัฐ – Stage เป็นดินแดนที่ ประชากรส่วนใหญ่เป็นชนชาติกลุ่มต่างๆ ที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนและที่นุงนัง เป็นปัญหาคลาสสิก ของรัฐบาลหทารพม่า ก็คือชนชาติในรัฐเหล่านี้นี่แหละที่ต้องการมีสิทธิมีเสียงในการปกครองประเทศ ที่เขาถือว่าเป็นของเขาด้วย



รัฐยะไข่ เป็นที่ตั้งอาณาจักรโบราณ อายุกว่า 2,000 ปี เกิดขึ้นร่วมสมัยพุทธกาล ก่อนการเกิดของอาณาจักรพุกาม อันเป็นอาณาจักรแรกของพม่า เป็นพันปี

อาณาจักรโบราณที่ว่านี้แบ่งได้ 4 ยุค ดังนี้

อาณาจักร ธัญญาวดี [Dhanyawaddy] ราว พุทธตวรรษ ที่ 1-8 ยุคนี้ ที่พระเจ้าจันทะสุริยะ ทรงสร้างพระมหามัยมุณี

อาณาจักร เวสาลี [Vesali] ราว พุทธตวรรษ ที่ 8 -13

อาณาจักร เลโม [Lemro] ราว พุทธตวรรษ ที่ 13 -18 อาณาจักรพุกามเพิ่งเกิดในสมัยนี้

อาณาจักร มรัค อู [Mrauk-U] ราวพุทธตวรรษ ที่ 18 -23 ร่วมสมัยกับ อาณาจักรสุโขทัย และอาณาจักรอยุธยา
เริ่มต้นด้วย มรัค อู แต่เฉไปพาดพิงถึงยะไข่ เสียมากมาย พากันกลับมาที่ มรัค อู กันอีกครั้ง ไม่ได้เสียกระบวนนอกทางแต่มันเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะมันเป็นพื้นที่ที่ อาณาจักรโบราณเหล่านี้ตั้งอยู่เสียเป็นส่วนใหญ่ และเมืองมรัค อู หรือ พม่าเรียก เมียวอู ก็คือที่ตั้งของ อาณาจักร มรัค อู อันรุ่งเรือง เป็นที่เดียวกันเลย
มรัค อู ...... น่าจะเป็นจุดหมายปลายทาง ที่สำคัญที่สุดของนักท่องเที่ยว ในการเดินทางสู่รัฐยะไข่ ฝรั่งชาติตะวันตกรู้จัก มรัค อู มาเป็นเวลายาวนานแล้ว แต่นักท่องเที่ยวจากเอเชีย โดยเฉพาะ ชาวไทยแล้ว น่าจะเพิ่งรู้จักและเดินทางสู่เมืองนี้กันไม่มาก แทบจะนับหัวได้ เหมือนจะเป็นเพื่อนบ้านหลังคาชนกันแต่รั้วบ้านมันสูงมากเสียจน ไม่เคยได้ชโงกหน้าคุยข้ามรั้วกันเลย เมื่อวันนี้บรรยากาศดี ท้องฟ้าแจ่มใสเลยต้องถือโอกาสไปกดออดที่รั้วแสดงตัวทำความรู้จักทักทาย ขอเข้าไปดื่มน้ำเย็นๆสักแก้ว

….. เมื่อเพื่อนบ้านเปิดประตูรั้วออกมาต้อนรับ แขกผู้มาเยือนอย่างเราถึงกับตื่นตลึง...

 

» ย่านการค้า เมืองซิตตเว [Sittwe or Sittway] เมืองหลวงของรัฐยะไข่ ... ประตูสู่ เมืองมรัค อู [Mrauk U or Mrauk Oo]

 

......... เนื่องเพราะรัฐยะไข่ ถูกกั้นด้วยภูเขาสูง และติดทะเลเป็นระยะทางยาวเกือบ 600 กิโลเมตร ดังนั้นการเดินทางสู่เมืองต่างๆในรัฐยะไข่ โดยทางบกจึงเป็นไปโดยลำบากยากเข็ญ (โดยต้องเดินทางไปตั้งต้นที่ เมืองซิตตเว ก่อน) ดังนั้นจึงมี 2 วิธี เท่านั้นที่นักท่องเที่ยวสามารถจะทำได้ คือ โดยทางเรือ และทางเครื่องบิน แต่ด้วยระบบการคมนาคม สภาพของความไม่พร้อมสมบูรณ์ ของยานพาหนะในพม่า และข้อจำกัดทางการเมืองอันเนื่องมาจากการกวดขัน ของทางการ วิธีเดินทางโดยเครื่องบินน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ต้องเลือกใช้ การเริ่มต้นเดินทางสู่ มรัค อู ก็ต้องเป็นไปตามวิธีนี้เช่นกัน ส่วนใครจะเดินเท้าข้ามเขา หรือเกณฑ์แรงงานมาตัดช่องเขาแบบที่พระเจ้าปดุง ใช้ในการชลอเอาพระมหามัยมุณีไป ก็คงต้องสร้างเสริมบุญบารมีตามกำลังกันเอาเองเถิด แล้วก็เตรียมหาคำตอบดีๆ ให้กับทหารพม่า หรือ ทหารกลุ่มไหน ที่บังเอิญจะต้องได้พบเจอและตรวจตราเอาไว้ด้วย ตัวใครตัวมัน

 
มรัค อู... อยู่ห่างจากจากเมืองซิตตเว ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ราว 70 กม.


การเดินทางไปเมืองมรัค อู โดยทางบก ต้องอาศัยวิธีผสมผสานยานพาหนะ และ 2 ขาพาเดิน เพราะยังไม่มีหนทางตัดไปถึง



ดังนั้นวิธีที่จะเดินทางไปสู่ มรัค อู ทางเดียวแต่ดึกดำบรรพ์ คือทางเรือ ล่องทวนน้ำขึ้นไปตาม แม่น้ำกัลดาน [ Kaladan
» แผนที่รัฐยะไข่ตอนเหนือ อันเป็นที่ตั้งของอาณาจักรโบราณ รวมทั้ง เมืองมรัค อู ที่ต้องอาศัยการล่องเรือทวนแม่น้ำกัลดาน [ Kaladan river ] เป็นเส้นทางคมนาคม

การล่องเรือของเค้ามีกันหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การใช้เรือเล็กกางใบทำด้วยผื่นเสื่อหรือสะโหร่งเก่าๆ ลัดเลาะไปตามชายฝั่ง เรือขนาดย่อม เรือขนาดกลาง ไปจนถึงเรือโดยสาร 2 ชั้น ขนาดใหญ่ จุผู้โดยสารได้เป็นร้อยคน คุณธีรภาพ โลหิตกุล เคยเขียนเล่าประสบการณ์การเดินทางสู่เมืองมรัค อู เมื่อกว่าสิบปีมาแล้ว ไว้ในหนังสือท่องแดนเจดีย์ไพรในพุกามประเทศ ว่าได้มีโอกาสขึ้นเรือกลไฟ เป็นเรือโดยสารร่วมกับชาวบ้าน นับเป็นประสบการณ์หนึ่งที่น่าลองลิ้ม แต่ก็ไม่มีโอกาสนั้นเสียแล้วเพราะปัจจุบันมีบริการเรือเร็วสำหรับบริการนักท่องเที่ยว และชาวบ้านที่มีสตางค์ ย้ำว่าต้องมีสตางค์ เพราะค่าเรือแพงมากแบบที่เรายังรู้สึกได้ว่าแพง แล้วชาวบ้านก็คงจะแพงประมาณได้ขี่เครื่องบินชั้นเฟริสคลาส คาดว่าค่าโดยสารสำหรับคนพม่าก็อาจจะย่อมเยากว่านักท่องเที่ยว แต่ไงมันต้องแพงอยู่ดีแหละน่าสำหรับชาวบ้าน

» หลากหลายลำเรือ ที่ชาวบ้านใช้ สัญจรในชีวิตประจำวัน รวมทั้งการเดินทาง สู่เมืองมรัค อู ด้วย ภาพซ้ายคือเรือโดยสารติดแอร์เย็นฉ่ำ ทางเลือกใหม่สำหรับชาวบ้านมีสตางค์ และนักท่องเที่ยว ที่รายหลังท่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักมากกว่า

* * *ภาพถ่าย ณ ท่าเรือ ปากแม่น้ำสัตจาโร เมืองซิตตเว ในบรรยากาศที่กำลังจะเริ่มเดินทาง * * *

รอยยิ้มนี้.... ที่พิมพ์อยู่ในใจ ภาพหนุ่มน้อยที่ท่าเรือ ยิ้มใสๆชนะใจสาว(น้อย) อดนำมาอวดให้ชมไม่ได้

แม่น้ำกัลดาน [Kaladan River] เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเกษตรกรรม อันเป็นอาชีพหลักของชาวยะไข่ รวมทั้งเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญ สายน้ำทอดยาว เลาะเลี้ยวเข้าไปในแผ่นดินขึ้นไปทางทิศเหนือและแตกสาขาเป็นสายเล็กสายน้อย กระจายความชุ่มชื้นสมบูรณ์ให้แผ่นดิน จึงไม่แปลกที่อาณาจักรโบราณอันรุ่งเรืองจะเกิดขึ้นริมฝั่งแม่น้ำนี้


แรกเมื่อเรือแล่นเข้าสู่แม่น้ำกัลดาล ไม่รู้สึกเลยว่านี่เป็นแม่น้ำเพราะมันช่างกว้างประหนึ่งมหาสมุทร คลื่นน้ำกระเพื่อมเป็นระลอกใหญ่ ตามกระแสลมที่ค่อนข้างแรง นึกเปรียบเที่ยบได้กับความรู้สึกเหมือนเมื่อล่องเรือในโตนเลสาบของเขมร เรือเล็กลำน้อย ต้องใช้วิธีเดินเรือเรียบชายฝั่งจึงจะประคองตัวได้มั่นคง



ทอดตามองยาวขึ้นไปถึงชายฝั่งตลอดการเดินทาง จะเห็นแต่ทุ่งเกษตรกว้างสุดตา ส่วนใหญ่คงเป็นนาข้าว สลับกับชุมชนบ้านเรือนเป็นระยะๆตลอดเส้นทาง ยามนี้ ( 11 พ.ย. 2550 ) แปลงนาอยู่ในช่วงเริ่มเก็บเกี่ยวเราจึงเห็นภาพของทุ่งนา สีทองและเขียวจัดตัดสลับกันไป ส่วนที่กำลังเก็บเกี่ยวก็มีลานนวดข้าวที่ใช้กำลังควายอ้วนพีฝูงใหญ่ เดินวนเหยียบย่ำรวงข้าวเป็นวิธีดั่งเดิมที่หาดูได้ยากเต็มทีในบ้านเรา ใจของผู้ชมภาพชีวิตเพลินๆอยู่บนเรืออย่างเรา ก็มีแต่ร่ำร้องว่าอยากจะเหยียบย่างขึ้นไปแวะเก็บภาพวิถีแบบนี้อย่างใกล้ชิด คิดครึ้มๆว่าถ้ามีโอกาสได้มาย่ำซ้ำรอยเท้าที่นี่อีก จะขอเลือกเช่าเรือลำเล็ก เลียบเลาะชายฝั่งแวะขึ้นบกเป็นระยะๆ ตามแต่ใจไม่สนใจเรื่องเวลาว่ามันจะถึงก็ช่าง เพราะอย่างไรเสีย มรัค อู ก็รอ อยู่ข้างหน้าไม่ไปไหน

» ตลอดแนวฝั่งภาพบ้านเรือนและชุมชน แบบกระท่อมหลังน้อยริมน้ำ ท่ามกลางทุ่งเกษตรกว้าง มีฉากหลังเป็นทิวเขาดูโล่งโปร่งใจ จะมีให้เห็นเป็นระยะๆตลอดสายน้ำ ภาพนี้พยามยามนำเสนอให้เห็นเป็นภาพกว้าง แต่อย่างไรก็ไม่สามารถถ่ายทอดได้อย่างตาเห็น และบันทึกได้ในใจ

เปลี่ยนโฟกัสมามองในผืนน้ำ ก็เห็นเรือเล็กกางใบประดิษฐ์จาก ผืนเสื่อผืนผ้า กินลมทุ่นแรงพายทั้งสัญจร หาปูปลา และลากจูงขนส่งอยู่เป็นระยะๆไม่ขาดตา >พบกันก็โบกมือทักทาย ผลัดกันดูกันและกันเป็นของแปลกทั้งสองฝ่าย ยิ่งใกล้จุดหมายสายน้ำก็เริ่มแคบมองเห็นฝั่งถนัดตาได้ทั้งสองฝั่ง ชุมชนก็เริ่มมีให้เห็นถี่ขึ้น เริ่มมีชาวบ้านหอบลูกจูงหลาน พากันยกครัวมายืนดูของแปลก โบกมือทักทายเฮฮา เป็นเรื่องตื่นตาสร้างความบันเทิงอมยิ้ม ไม่มีขาดตอน

2.30 ชม ตั้งแต่เรือออกจากท่าเรือ ที่ปากแม่น้ำสัตจาโร เมืองซิตตเว ออกสู่ปากอ่าวแล้ววกเข้าสู่แม่น้ำ กัลดาน [ Kaladan River] ที่สุดก็มาถึง เมืองมรัค อู เป็น 2 ชั่วโมงครึ่งที่เราเลือกชมวิวยืนโต้ลมท้าแสงอาทิตย์อยู่ที่หัวเรือ แทนการเข้าไปนั่งรับความเย็นฉ่ำ ของเครืองปรับอากาศในเคบิ้นห้องโดยสาร เหมือนอยากจะซับเอาทุกสิ่งไว้ไม่ให้ตกหล่น ปลายทางที่กำลังจะเป็นจุดเริ่มของอีกฉากที่ตระกรานกว่า .... ให้ติดตามกันต่อ

มรัคอู ยะไข่ พม่า

ชมภาพ และเรื่องราว วัดโบราณสำคํญ ของมรัค อู

  คลิ๊ก....ตามมาชมภาพจากตากล้อง .... และเรื่องเล่า เรื่องราว มีเล่าอีก   

 
 

เฮฮา มรัคอู ยะไข่ พม่า

 



พม่า - สารเรื่องเล่า